แห่งแรกในไทย! จาก “อู่ฮั่นโมเดล” สู่ “คลินิกธนบุรี บางซื่อ” คัดกรอง “โควิด-19” โดยเฉพาะ

ไวรัสโคโรน่า (Covid-19)

วันนี้ ( 12 มีนาคม 2563) สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อ “ไวรัสโคโรนา” หรือ “โควิด-19” ขณะนี้ยิ่งน่าเป็นห่วงมากขึ้น ด้วยจำนวนของผู้ติดเชื่อเพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกวัน การเตรียมพร้อมในขั้นตอนคัดกรองผู้ป่วย จึงถือเป็นด่านแรกที่จะสามารถป้องกันไม่ให้เชื้อแพร่กระจายไปมากกว่าเดิม หลายฝ่ายก็ต่างออกมาตรการป้องกัน แต่ก็ยังไม่วายที่จะมีข่าวคราวของ ผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มคนที่เดินทางมาจากประเทศเสี่ยงของการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19

อู่ฮั่นโมเดล สู่ “คลินิกธนบุรี บางซื่อ”
ล่าสุด ภาคเอกชนผู้พัฒนาธุรกิจดูแลสุขภาพ อย่าง บมจ. ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป ภายใต้การดูแลของ “หมอบุญ” นายแพทย์บุญ วนาสิน ประธานกรรมการ บมจ. ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป หรือ THG ได้ชูแนวคิดที่จะช่วยรับมือกับการแพร่ระบาดของไวรัสตัวร้าย โดยได้เตรียมเปิด “คลินิกธนบุรี บางซื่อ” ที่ได้นำเอาแนวคิดมาจากโรงพยาบาลฉุกเฉิน หรือคลินิกพิเศษในเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน หรือ อู่ฮั่นโมเดล เมืองต้นเรื่องของการแพร่ระบาดไวรัสโควิด มาพัฒนาคลินิกฉุกเฉินในไทย ซึ่งนับเป็น คลินิกคัดกรอง “โควิด-19” โดยเฉพาะ ของเอกชนที่แรกในไทย

โดยคุณหมอบุญ เล่าว่า แนวคิดคลินิกคัดกรอง COVID-19 แห่งใหม่นี้ เป็นการเตรียมการล่วงหน้าสอดรับกับแนวทางของรัฐบาล โดยใช้ตัวอย่างโรงพยาบาลฉุกเฉินอู่ฮั่นโมเดลจากประเทศจีน เพื่อ เตรียมรับกับสถานการณ์ที่ไม่อาจคาดการณ์ได้ในระยะเวลา 3 – 6 เดือนข้างหน้า แม้ว่าสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ในประเทศไทย ยังไม่ถึงขั้นวิกฤตเท่ากับประเทศอื่น เนื่องจากรัฐบาลและหน่วยงานต่าง ๆ ได้ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์สำหรับการปฏิบัติตนของประชาชน ทำให้ผู้คนเกิดการตื่นตัวในการเฝ้าสังเกตอาการ และหลีกเลี่ยงความเสี่ยงในการติดโรค รวมถึงความสามารถของบุคลากรทางการแพทย์ ที่สามารถตรวจคัดกรองผู้ป่วยและให้การรักษาผู้ป่วยได้อย่างเต็มกำลังความสามารถ

เตรียมพร้อมรับสถานการณ์ 3-6 เดือนข้างหน้านี้

ปัจจุบันการตรวจเชื้อไวรัสโควิด-19 มีหลายวิธี ยกตัวอย่างในประเทศสิงค์โปร์ ประเทศจีน และประเทศในแถบตะวันตก นอกจาก การตรวจด้วย PCR หรือ Polymerase Chain Reaction Test เพื่อตรวจภูมิคุ้มกัน หรือแอนติบอดีของร่างกายแล้ว ยังใช้วิธีการตรวจทางพันธุกรรม (DNA) Next Generation Sequencing ด้วย เพื่อให้ได้ผลตรวจที่แม่นยำยิ่งขึ้น เพราะจะ สามารถบอกชนิดของเชื้อไวรัสโควิด-19 และไวรัสตัวอื่น ๆ ที่ปนมาด้วยได้ อย่างชัดเจน ซึ่งวิธีการดังกล่าวมีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง แต่เพื่อรับกับสถานการณ์ที่ไม่อาจคาดการณ์ได้ในระยะเวลา 3 – 6 เดือนข้างหน้า บมจ. ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป จึงตั้งใจสร้างคลินิกคัดกรองไวรัสโควิด-19 พิเศษนี้ขึ้นมา

“มีข้อบ่งชี้ว่าเชื้อไวรัสโควิด-19 อาจจะมีการแพร่ระบาดเข้าสู่ขั้นที่ 3 คือ ติดต่อกันเองในประเทศหรือในผู้ป่วยที่ไม่มีประวัติเดินทางไปต่างประเทศ หรือสัมผัสกับบุคคลที่มีเชื้ออยู่ ซึ่งอาจมาจากสาเหตุหลายประการ เช่น

ผู้ป่วยหลายคนเป็นพาหะโดยไม่มีอาการ โรงพยาบาลหลายแห่งไม่สามารถรองรับผู้ป่วยโรคโควิด-19 จากข้อจำกัดเรื่องสถานที่ บุคลากร ห้องปฏิบัติการ (Lab) ประกอบกับการวินิจฉัยโรคในปัจจุบันยังมีจุดอ่อนหลายอย่าง และเสี่ยงต่อการที่จะตรวจไม่พบเชื้อ หรือ ผลลบปลอม (False Negative) ซึ่งอาจเกิดจากการเก็บสารตัวอย่างในลำคอ จมูก ที่ไม่ได้มาตรฐาน การเก็บสารตัวอย่างไม่ถูกวิธี หรือ ผู้ป่วยมีเชื้อในปริมาณน้อยเพราะมีระยะฟักตัว หรือผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันสูง รวมทั้ง การกลายพันธุ์ที่รวดเร็วของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่จำเป็นต้องอาศัยเทคโนโลยีที่ทันสมัยในการตรวจ” หมอบุญ กล่าว

ระบบคัดกรองที่ทันสมัย จะคัดกรองได้ประสิทธิภาพมากขึ้น
นอกจากการสร้างคลินิกคัดกรองไวรัสโควิด-19 พิเศษ ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป (THG) ยังได้จัดเตรียมแผนรับมือสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ไว้ 3 เฟส ได้แก่

เฟสที่ 1 เปิดบริการคลินิกคัดแยกผู้ป่วย (Triage Building) และห้องปฏิบัติการที่ทันสมัย (Laboratory) สำหรับทำ CT Scan Chest Tomography ที่บางซื่อ ซึ่งจะเปิดให้ดำเนินการทันทีที่ได้รับใบอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีพื้นที่ขนาด 3 ไร่ ใกล้ทางด่วน สถานีรถไฟ และสถานีขนส่งผู้โดยสาร โดยจะมีห้องแยกผู้ป่วยทั้งหมด 50 ห้อง ห้องพักดูอาการความจุ 20 เตียง ซึ่งจะมีการแยกห้องตรวจระหว่างผู้ป่วยที่มีไข้หวัดธรรมดา และผู้ป่วยที่สงสัยจะติดเชื้อออกจากกัน

นอกจากนี้ ยังสามารถรองรับการให้บริการแบบบุคคลหรือองค์กร ที่ต้องการดูแลผู้ป่วยหรือพนักงานที่มีความเสี่ยงในการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 อย่างใกล้ชิด อาทิ บริษัท สายการบิน สถานทูต ฯ ที่จะต้องเดินทางไปต่างประเทศ และต้องการผลการตรวจที่เร็วกว่า 14 วัน ก็จะมีการตรวจด้วย Next Generation Sequencing (NGS) เพื่อวิเคราะห์ลักษณะทางพันธุกรรมของไวรัสโควิด-19 เนื่องจากเทคโนโลยีนี้ สามารถอ่านรหัสพันธุกรรม จำแนกลักษณะจีโนมของไวรัสได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ และมีบทบาทสำคัญในการจำกัดการระบาดของไวรัส ซึ่งใช้ได้ผลมาแล้วในประเทศจีน

เฟสที่ 2 โรงพยาบาลสนาม กรณีที่มีการแพร่ระบาดเข้าสู่ขั้นที่ 3 จะพัฒนาพื้นที่สำหรับผู้ป่วยติดเชื้อแต่ไม่วิกฤต จำนวน 200 เตียง และห้องผู้ป่วยวิกฤต (ICU) อีก 50 เตียง โดยโรงพยาบาลสนามแห่งนี้ จะตั้งอยู่บริเวณฝั่งตรงข้ามโรงพยาบาลพระนั่งเกล้า บนพื้นที่ 4 ไร่ โดยใช้ระยะเวลาในการเตรียมการ 6-8 เดือน

เฟสที่ 3 โรงพยาบาลพักฟื้น สำหรับรองรับผู้ป่วยจำนวนมาก ที่จำเป็นต้องรักษาตัวและฟื้นฟูร่างกายในโรงพยาบาลระยะเวลานาน ๆ โดยสามารถรองรับผู้ป่วยได้จำนวน 1,000-1,500 เตียง ซึ่งปัจจุบันมีความพร้อมในการให้บริการที่โรงพยาบาลในเครือธนบุรีหลายแห่ง ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด

“แนวคิดดังกล่าวอยู่ในระหว่างการให้คณะผู้บริหาร THG เร่งศึกษาและวางแผนการดำเนินงาน เพื่อการรับมือกับสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที โดยจะได้เข้าหารือกับกระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อขอรับคำแนะนำต่อไป ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์การเเพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19ในประเทศด้วย” หมอบุญ กล่าว

สิ่งที่น่ากลัวต่อจากนี้ ก็คือ หาก มีการแพร่ระบาดเข้าสู่ขั้นที่ 3 อย่างเช่นในประเทศอิตาลี อิหร่าน และสหรัฐอเมริกา แต่บุคลากรทางการแพทย์ เทคโนโลยี อุปกรณ์การรักษา และสถานที่สำหรับการตรวจคัดกรอง หรือโรงพยาบาลรัฐไม่สามารถรองรับและให้การดูแลประชาชนได้อย่างทั่วถึง ก็จะยิ่งทำให้สถานการณ์มันเลวร้ายลงไปอีกก็เป็นได้ ดังนั้น การเตรียมความพร้อมตั้งแต่เนิ่นๆ ก็ดีกว่ารอให้สถานการณ์มันย่ำแย่ แล้วค่อยมาแก้กันทีหลังคงจะไม่ทันการณ์