ไขปริศนา “ผีอำ” อาการป่วยไข้หรือแค่คิดไปเอง

ศีรษะและสมอง ไลฟ์สไตล์

ปรากฏการณ์ “ผีอำ (Sleep Paralysis)” เชื่อแน่ว่าหลาย ๆ คนคงเคยเกิดขึ้นกับตัวเองสักครั้งในชีวิต ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 ให้คำนิยามคำว่า “ผีอำ” ไว้ว่า คืออาการที่ปรากฏเมื่อเวลานอนเคลิ้มไปว่ามีคนปลุกปล้ำหรือยึดคร่าให้มีอาการเหนื่อยหอบจนตื่นขึ้น” แต่ในบทความนี้ เราจะมาอธิบายกันตามหลักวิทยาศาสตร์กันค่ะว่าจริง ๆ แล้ว ผีอำ เป็นผีหรือเป็นอะไร

หากมองในแง่ของสิ่งลี้ลับ ผีอำเป็นความเชื่อสมัยโบราณของคนหลากหลายเชื้อชาติ ซึ่งในคนไทยเรานี้เชื่อว่าเกิดจากการที่มีผีมาทับอยู่บนตัวเรา ทำให้ไม่สามารถขยับตัวไปไหนได้ หรือส่งเสียงใด ๆ ก็ไม่ได้ แต่บางความเชื่อก็บอกว่า เกิดจากเวลานอนแล้ววิญญาณเกิดแยกหลุดออกจากร่าง เลยทำให้ไม่สามารถขยับร่างกายได้

ในต่างประเทศ ก็มีตำนานเกี่ยวกับผีอำด้วยเช่นกัน และที่ถูกพูดถีงบ่อย ๆ คือ อินคูบัส (Incubus) โดยคำว่า Incubus มาจากภาษาละติน incubo หรือ incubare ที่แปลว่านอนทับ ซึ่งตามตำนานเล่าว่า อินคูบัสเป็นปีศาจที่จำแลงร่างมาเป็นมนุษย์ผู้ชาย โดยจะลอบเข้าหาหญิงสาวเวลานอนหลับ และจะนอนทับไว้เพื่อไม่ให้ขยับตัวได้ จากนั้นก็มีเพศสัมพันธ์กับหญิงสาวที่เป็นเหยื่อ นอกจากจะมีการแปลงร่างเป็นผู้ชายแล้ว ก็ยังมีเวอร์ชั่นผู้หญิงสำหรับเหยื่อที่เป็นชายหนุ่มอีกด้วย เรียกว่า ซัคคูบัส (Succubus)

สำหรับในแง่ของวิทยาศาสตร์ การเกิดปรากฏการณ์ผีอำนั้นเป็นเรื่องของกลไกของสมองขณะนอนหลับ ย้อนกลับไปในปี ค.ศ. 1951 Eugene Aserinsky นักจิตวิทยา จากมหาวิทยาลัยชิคาโก ได้ทำการศึกษาทดลองเรื่องการนอนหลับของมนุษย์ เขาได้นำเครื่องตรวจคลื่นสมองไปทดสอบกับลูกชายวัย 8 ขวบของเขา เนื่องจากไม่เขาไม่มีเงินมากพอที่จะไปจ้างใครให้มาเป็นอาสาสมัครในการทดลองของเขา ในช่วงเริ่มทำการทดลอง ช่วงแรกของการนอนหลับ คลื่นไฟฟ้าสมองจะช้าลงเรื่อย ๆ การหายใจช้าแต่สม่ำเสมอ และลูกเขาก็ค่อย ๆ หลับลึกลงเรื่อย ๆ ซึ่งต่อมาเราเรียกสิ่งนี้ว่า การนอนหลับแบบตาไม่กระตุก (non-REM หรือ non-rapid eye movement sleep) แต่เมื่อเวลาผ่านไปราว ๆ ชั่วโมงกว่า ๆ ยูจีนได้พบกับสิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจ คือ จู่ ๆ คลื่นสมองของลูกเขาก็มีการทำงานที่เร็วขึ้น จนคล้ายกับคลื่นสมองของคนขณะที่กำลังตื่นอยู่ และลุกตามีการกลอกไปมาอีกด้วย ต่อมาเราเรียกการนอนแบบนี้ว่า การนอนหลับแบบตากระตุก (rapid eye movement หรือ REM sleep)

จากการทดลองครั้งนี้ ในภายหลังได้มีการศึกษาต่อไปอีก แล้วพบว่า ในช่วงของการนอนหลับแบบ REM sleep นอกจากตาจะกลอกไปมาได้แล้วนั้น หัวใจยังมีอัตราการเต้นและหายใจเร็วขึ้น ความดันโลหิตก็ดีดสูงขึ้น รวมถึงกล้ามเนื้อทั่วร่างกายจะอยู่ในภาวะที่เป็นอัมพาตเคลื่อนไหวไม่ได้อีกด้วย สิ่งที่น่าสนใจที่เขาพบ คือ ถ้าเราปลุกคนที่กำลังอยู่ในช่วงของ REM sleep คนส่วนใหญ่กว่า 60-90% จะบอกว่าตัวเองกำลังฝันอยู่

ผีอำเกิดจากอะไร?
จากตำนานอินคูบัสจนมาถึงการทดลอง REM sleep เราจะเห็นว่ามีอะไรที่คล้าย ๆ กัน การศึกษาพบว่า ในบางครั้งสมองคนเราก็เกิดความสับสนหรือผิดพลาด แปลว่า ในขณะที่สมองยังทำงานเหมือนตกอยู่ในภาวะ REM sleep สมองส่วนที่ควบคุมเรื่องการรู้ตัวเกิดการทำงานได้ และทำให้เรารู้ตัว พูดง่าย ๆ คือ เราตื่นทั้ง ๆ ที่สมองส่วนอื่นยังทำงานแบบ REM sleep อยู่ ทำให้สิ่งที่เกิดขึ้น คือเราตื่นขึ้นมาในสภาวะร่างกายเป็นอัมพาต ขยับตัวไม่ได้ และในบางครั้งก็อาจจะเกิดภาพหลอน หูแว่วร่วมด้วย

ผีอำถือว่าเป็นความผิดปกติหรือไม่?
จากการศึกษา ในคนปกติราว ๆ 40-60% เคยมีประสบการณ์ผีอำ ดังน้นอาการผีอำจึงถือว่าไม่ใช่ความผิดปกติหรือเป็นอันตรายแต่อย่างใด แต่ปัจจัยที่ทำให้เกิดอาการผีอำได้บ่อย คือ การอดนอน พักผ่อนไม่เพียงพอ และความเครียด

ถ้าเกิดผีอำควรทำอย่างไร?
โดยมากผู้ที่เกิดผีอำครั้งแรกมักจะตกใจกลัวอย่างมาก เพราะขยับร่างกายไม่ได้ ส่งเสียงร้องก็ไม่ได้แถมยังรู้สึกอึดอัด เหมือนว่ากำลังจะตาย วิธีที่แก้ง่าย ๆ เลยก็คือ อย่ากลัวค่ะ และไม่ต้องตกใจ เพราะอาการผีอำทั้งหมดจะหายได้เองในเวลาไม่กี่นาที และไม่เป็นอันตรายใด ๆ แต่ถ้าอยากให้อาการหายเร็วขึ้น พยายามขยับกล้ามเนื้อที่ใดที่หนึ่ง เช่น กำมือ ขยับขา เพราะถ้าเราขยับได้ ก็จะทำให้ร่างกายพ้นจากสภาพ REM sleep ได้เร็วขึ้น

แต่หากใครมีอาการผีอำบ่อยมาก ๆ จนดูผิดผิดปกติ เช่น เป็นทุกวัน และส่งผลกับการนอนหลับ นอนไม่หลับบ้าง กลัวจนไม่กล้านอนบ้างแล้วล่ะก็ ทางที่ดีควรรีบไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุและทำการรักษาต่อไป

ขอขอบคุณข้อมูลบางส่วน : https://science.sciencemag.org/content/118/3062/273

 

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *