ขาหนีบดำ ปัญหาระดับโลกสำหรับผู้หญิง แก้อย่างไร

ความสวย ความงาม ผิวหนัง เส้นผม และ เล็บ

ขาหนีบดำไม่ใช่เรื่องน่าขำแต่อย่างใด เพราะมันคอยสร้างความกังวลใจให้กับสาวๆ และทำให้เกิดความไม่มั่นใจในการใช้ชีวิตประจำวัน ซึ่งการที่มีผิวบริเวณขาหนีบดำหรือหมองคล้ำนั้น อาจเกิดจากสาเหตุหลากหลายปัจจัยอย่างเช่น การมีน้ำหนักตัวที่มากเกินไป การแพ้ยาบางชนิด หรือการออกกำลังกาย ซึ่งสาวๆ หลายคนมักจะแก้ปัญหาด้วยการใช้ครีมหรือการรับประทานอาหารเสริมที่ช่วยปรับสีผิวเพื่อให้รอยคล้ำนั้นดูจางลง ซึ่งความจริงแล้วขาหนีบดำนั้นสามารถรักษาและป้องกันได้ง่ายๆ ด้วยตนเอง

แต่ก่อนจะเข้าเนื้อหาสาระความสำคัญ เรามารู้และทำความเข้าใจกันก่อนดีกว่าว่า

ขาหนีบดำนั้นแท้จริงแล้วเกิดจากสาเหตุใด

การตั้งครรภ์ ซึ่งเป็นผลมาจากฮอร์โมนบางอย่างในร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลงทำให้เม็ดสีเกิดความหมองคล้ำ โดยเฉพาะที่บริเวณริมฝีปาก หัวนม หรือขาหนีบ โดยหากรอยคล้พนั้นได้สัมผัสกับแสงแดดจะยิ่งทำให้เกิดผิวที่เข้มมากยิ่งขึ้น

เกิดจากการเสียดสี เช่น ผิวหนังบริเวณขาหนีบเกิดการเสียดสีกับกางเกง ตลอดจนอาจเกิดการเสียดสีในขณะออกกำลังกายเพราะมีการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อในส่วนขาหนีบ หรือมีน้ำหนักตัวมากเกินไป โดยหากเสียดสีกันเป็นเวลานานจะเป็นผลให้เกิดรอยคล้ำและรอยไหม้หรือบางคนอาจเกิดผื่นแดงขึ้นได้ ยิ่งหากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกวิธี อาจมีอาการที่รุนแรง เช่น บวม มีเลือดออก หรือรอยแผลถลอกนั่นเอง

การใช้อาหารเสริมหรือยาบางชนิด ยกตัวอย่าง เช่น ยารักษาไทรอยด์ โกรทฮอร์โมน ยาคุมกำเนิด หรืออาหารเสริมสำหรับนักกีฬาเพาะกาย โดยยาต่างๆ เหล่านี้จะทำให้เกิดผลข้างเคียงกับระดับอินซูลินในร่างกายทำให้มีปริมาณเพิ่มสูงขึ้น และส่งผลกระทบต่อเม็ดสีของผิวหนังเป็นผลให้เกิดขาหนีบที่หมองคล้ำนั่นเอง

ผิวหนังช้าง ซึ่งผิวหนังช้างนั้นเป็นโรคชนิดหนึ่ง เกิดจากสารอินซูลินในร่างกายที่มีมากจนเกินไปทำให้เม็ดสีถูกผลิตออกมาในปริมาณที่มากขึ้นตามไปด้วย ส่งผลให้เกิดรอยคล้ำตามบริเวณต่างๆ เช่น ต้นคอ มือ ริมฝีปาก และขาหนีบ เป็นต้น โดยทั่วไปโรคชนิดนี้มักจะเกิดกับผู้ที่มีน้ำหนักตัวที่มากหรืออาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น โรคกระเพาะอาหารหรือโรคมะเร็ง และอาจเกิดจากความผิดปกติของต่อมหมวกไตหรือต่อมใต้สมอง เป็นต้น

วิธีการแก้ปัญหาขาหนีบนั้นสามารถทำได้ง่ายๆ ด้วยตนเองด้วยวิธีการ ดังต่อไปนี้

ควบคุมอาหารและลดน้ำหนัก

อย่างที่บอกว่าขาหนีบนั้นมักจะเกิดขึ้นกับคนที่มีน้ำหนักตัวที่มากจนเกินไป ดังนั้นควรควบคุมอาการเพื่อลดน้ำหนัก โดยวิธีการควบคุมอาหาร คือรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง หันมารับประทานผักและผลไม้แทน ซึ่งอุดมไปด้วยวิตามินต่างๆ มากมาย ช่วยในเรื่องผิวพรรณและทำให้ร่างกายแข็งแรง นอกจากนั้นยังทำให้ระบบขับถ่ายเป็นปกติอีกด้วย ซึ่งการควบคุมอาหารควรทำควบคู่กับการออกกำลังกายเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ วิธีนี้จะช่วยทำให้ขาหนีบที่หมองคล้ำนั้นดูจางลง และมีผิวพรรณที่สวยงาม ขาว ใส มากยิ่งขึ้น

ลดการเสียดสี

การเสียดสีคือสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดขาหนีบดำ ดังนั้นควรลดการเสียดสีที่บริเวณผิวหนังบริเวณขาหนีบ หรือป้องกันด้วยการใช้ผ้าพันแผลมาพับรอบๆ ขาหนีบ หรือใช้เจลปิโตรเลียม บาร์ม โลชั่น และน้ำมันออยที่ปราศจากน้ำหอม เพื่อช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวหนังในบริเวณดังกล่าว สำหรับวิธีการลดการเสียดสีอีกอย่างคือ ควรระมัดระวังในเรื่องของการออกกำลังกายหรือควรใส่เสื้อผ้าที่สามารถระบายอากาศได้ดี เป็นต้น

หลีกเลี่ยงน้ำตาล

หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีน้ำตาลเป็นส่วนประกอบ คนที่เป็นโรคเบาหวานนั้นจะมีโอกาสเกิดขาหนีบดำและหมองคล้ำขึ้นได้ ดังนั้น ควรควบคุมระดับน้ำตาลในเส้นเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม โดยการหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีส่วนผสมของน้ำตาลในปริมาณที่มากเกินไป

งดทานยาบางชนิด

หากรับประทานยาไม่ว่าจะเป็นยาสำหรับนักเพาะกายหรือยาคุมกำเนิด โกรฮอร์โมนต่างๆ และทำให้เกิดผลข้างเคียงคือขาหนีบดำควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาตัวนั้น หรือควรปรึกษาแพทย์และเภสัชกรทุกครั้งก่อนใช้ยา เพื่อป้องกันไม่ให้ขาหนีบดำและผลกระทบอื่นๆ ต่อร่างกาย

ทำความสะอาดร่างกายเป็นประจำ

ใน 1 วันควรทำความสะอาดหรืออาบน้ำ 2 ครั้งคือเช้าและเย็น โดยควรใช้สบู่ที่มีคุณสมบัติช่วยป้องกันแบคทีเรีย เพื่อลดการสะสมของคราบแบคทีเรีย โดยเฉพาะในส่วนของบริเวณขาหนีบทำให้สามารถช่วยลดรอยหมองคล้ำและช่วยให้มีขาหนีบที่ขาวมากยิ่งขึ้น

ไม่ควรใส่เสื้อผ้าที่อับชื้นหรือเปียก

หากต้องทำกิจกรรมที่ออกกำลังกายหรือทำให้มีเหงื่อไหลในปริมาณที่มาก อาจจะต้องเปลี่ยนกางเกงตัวนั้นออกทันที เพื่อลดความอับชื้นที่เกิดขึ้นอันเป็นผลทำให้เกิดการสะสมของแบคทีเรียและทำให้เกิดขาหนีบที่หมองคล้ำนั่นเอง

เห็นไหมว่าปัญหาขาหนีบดำนั้นสามารถแก้ไขง่ายๆ ได้ด้วยตนเอง โดยเริ่มต้นจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการทำให้เกิดรอยหมองคล้ำขึ้นที่บริเวณขาหนีบ อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญอย่าลืมดูแลรักษาสุขภาพของตัวเองอย่างสม่ำเสมอ ออกกำลังกาย ควบคุมน้ำหนัก ทานอาหารที่มีประโยชน์ ตลอดจนการศึกษาถึงผลกระทบจากการใช้ยาบางชนิด หากไม่มั่นใจควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยาตัวนั้นทุกครั้งเพื่อป้องกันผลข้างเคียงต่างๆ ที่จะตามมานั่นเอง

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *