ฉีดโบท็อกซ์ – ฟิลเลอร์ คิดสักนิดก่อนสวยไม่คุ้มเสีย

ความสวย ความงาม

ไม่ว่ากี่ยุคกี่สมัย ความสวยก็ยังเป็นสิ่งที่คู่กับผู้หญิง การที่จะเกิดริ้วรอยหรือไม่พอใจกับโครงหน้าของตัวเองนั้น แต่ก็กลัวเจ็บหากต้องทำศัลยกรรม ดังนั้นการฉีดโบท็อกซ์หรือฟิลเลอร์จึงกลายมาเป็นทางเลือกที่ได้รับความนิยมมากมาย เพื่อที่จะสามารถแก้ไขจุดที่ตัวเองคิดว่าบกพร้อง แม้ว่าทางเลือกนี้อาจจะส่งผลข้างเคียงได้ก็ตาม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากไปฉีดกับผู้ที่ขาดความรู้และความเชี่ยวชาญโดยตรง

โบท็อกซ์ลดริ้วรอยของใบหน้า
โบท็อกซ์ (Botox) ที่เราเรียกกันจนติดปาก อันที่จริงแล้วเป็นชื่อทางการค้าของ โบทูลินั่มท็อกซิน (Botulinum Toxin) ที่นำมาใช้ในการรักษารอยย่นบนใบหน้าและลำคอ ที่เกิดจากการการหดเกร็งของกล้ามเนื้อ เช่น รอยย่นที่ร่องปากหรือตาเวลายิ้ม  รอยย่นที่หว่างคิ้วเวลาเราขมวดคิ้ว หรทอรอยย่นที่หน้าผาก เป็นต้น เมื่อโบท็อกซ์ออกฤทธิ์จะไปช่วยลดการหดเกร็งของกล้ามเนื้อ มีผลทำให้รอยย่นเหล่านี้ดีขึ้นหรือสามารถหายไปได้ใน 3-5 วันค่ะ โดยเจ้าโบท็อกซ์นั้นจะอยู่ได้นาน 4-6 เดือนเชียวล่ะ นอกจากนี้ยังมีการนำโบท็อกซ์มาใช้ในการลดขนาดของกล้ามเนื้อ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของอวัยวะที่ฉีด ซึ่งที่เราพบเห็นได้บ่อย คือ ใบหน้า ฉีดให้หน้าเรียวเล็กลง

การทำงานของเจ้าโบท็อกซ์ตัวนี้นั้น หากเรามีหน้าเหลี่ยม ซึ่งเกิดจากปัจจัยสามอย่าง คือ กรามที่ใหญ่ เนื้อแก้มเยอะ และมีกล้ามเนื้อที่เกี่ยวกับการเคี้ยวค่อนข้างหนาและอยู่ตรงมุมกรามพอดี ดังนั้น จึงได้มีการนำโบท็อกซ์มาฉีดเข้าที่กล้ามเนื้อตรงมุมกรามให้ทำงานได้น้อยลง และเมื่อกล้ามเนื้อทำงานได้น้อยลง หน้าก็จะเล็กลงตามไปด้วยนั่นเองค่ะ

ผลข้างเคียงจากการฉีดโบท็อกซ์
สำหรับผลข้างเคียงจากการฉีดโบท็อกซ์ที่พบได้บ่อยมีมากมายและหลากหลาย ดังนี้
1. มุมปากตก เราจะพบในกรณีที่ฉีดเพื่อรักษารอยย่นที่หางตา แต่ยากลับกระจายลึกลงไปที่กล้ามเนื้อบริเวณโหนกแก้ม ทำให้กล้ามเนื้อที่ทำหน้าที่ยกมุมปากขึ้นเวลายิ้ม สูญเสียการทำงานไป มุมปากจึงตกลงมา

2. หนังตาบนตก ตรงนี้มักจะเกิดจากการฉีดยาไม่ถูกวิธี มักพบในกรณีที่ใช้รักษารอยย่นระหว่างคิ้ว แล้วยากระจายออกจากตำแหน่งที่ฉีดเข้าสู่เปลือกตาบน ส่งผลให้กล้ามเนื้อหนังตาบนอ่อนแรงและหนังตาบนตก ซึ่งอาการนี้จะกินเวลาประมาณ 2-12 สัปดาห์

3. รูปปากเบี้ยว จะพบในกรณีที่ฉีดเพื่อลดขนาดของกรามลง แล้วยากระจายไปถึงกล้ามเนื้อที่แก้ม มีผลทำให้รูปปากไม่สมส่วน และยังอาจทำให้เนื้อแก้มยุบได้อีกด้วย

4. รอยจ้ำเลือด ในตำแหน่งที่ฉีดยา เนื่องจากการรักษาในแต่ละครั้งจำเป็นที่ต้องฉีดยาในหลายตำแหน่ง โดยวิธีการในการดูแลรอยช้ำ สามารถใช้การประคบเย็นทั้งก่อนและหลังฉีดยาเสมอ

5. การเกิดภูมิต้านยาต่อยา ในแวดวงการแพทย์ได้มีการตั้งข้อสังเกตว่า จะเป็นการกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิต้านทานต่อยาได้หรือไม่ โดยสาเหตุนี้สามารถเกิดได้หลายปัจจัยเลยค่ะ เช่น ปริมาณยาที่ฉีด ความฉี่ในการฉีด

มารู้จักกับฟิลเลอร์กันเถอะ
ฟิลเลอร์ (Filler) เป็นสารยอดนิยมที่ตีคู่มาพร้อม ๆ กับโบท็อกซ์เลยค่ะ เป็นสารที่ฉีดเพื่อปกปิดร่องลึกที่เกิดจากการขยับกล้ามเนื้อ เนื่องจากคอลลาเจนที่หายไปเมื่ออายุมากขึ้น ทำให้เกิดเป็นริ้วรอยที่แม้ว่าเราจะอยู่นิ่ง ๆ ก็ยังมองเห็นรอยเลยค่ะ นอกจากนี้ยังมีการนำฟิลเลอร์มาฉีดเพื่อเพิ่มสันจมูกและคาง

โดยทั่วไปแล้ว ฟิลเลอร์เราแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ กลุ่มที่สลายได้เองตามธรรมชาติ กลุ่มนี้จะอยู่ได้นานประมาณ 4-6 เดือน ถือได้ว่าเป็นสารที่ปลอดภัยชนิดหนึ่ง กับกลุ่มที่สอง เป็นชนิดที่พัฒนามาจากตัวแรก แต่อยู่ได้นานกว่าถึง 2 ปี แต่ก็ยังไม่ปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์นะคะ ซึ่งจะส่งผลในระยะยาว เรียกได้ว่า ถ้าต้องการแลกกับการอยู่ได้นานขึ้น ตัวเราก็ต้องเสี่ยงมากขึ้น และกลุ่มสุดท้าย เป็นชนิดถาวร ไม่สลายตัว ส่งผลข้างเคียงในระยะยาวได้เช่นกัน

ข้อเสียของการฉีดฟิลเลอร์
ทุกวันนี้เราจะได้เห็นข่าวบ่อย ๆ เกี่ยวกับคนที่ไปฉีดฟีลเลอร์กับหมอกระเป๋า ซึ่งเอาจริง ๆ ตัวฟิลเลอร์เองก็มีความเสี่ยงในตัวมันเองอยู่แล้ว ดังนี้
– อาจะมีอาการแพ้ฟิลเลอร์ ถ้าร่างกายของผู้ที่ฉีดเกิดปฏิกิริยาต่อต้าน
– ฉีดแล้วไม่ได้ผล อาจจะมาจากสาเหตุการเลือกฟิลเลอร์ไม่เหมาะสม
– บางครั้งฉีดแล้วอาจมีการไหลย้อยไปยังบริเวณอื่น
– ผิวหนังที่ฉีดอาจจะตายหรือเป็นแผลคล้ายแผลขาดเลือด
เมื่อเราได้เห็นทั้งประโยชน์และโทษของฟิลเลอร์แล้วนั้น ดังนั้นการจะฉีดฟีลเลอร์อย่างปลอดภัย ควรได้รับการฉีดโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพราะการฉีดแต่ละครั้ง แพทย์จะเป็นผู้พิจารณาว่าสมควรฉีดหรือไม่ และควรฉีดนานแค่ไหน อย่าเห็นแก่ราคาที่ถูกแต่ควรคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นที่ตั้งด้วยนะคะ