ยาขับปัสสาวะ มีหลายประเภท ใช้ผิดประเภทอันตรายกว่าที่คิด

ยาน่ารู้

ยาขับปัสสาวะมีฤทธิ์ช่วยระบายของเหลวและขับโซเดียมออกจากร่างกาย โดยตัวยาจะไปกระตุ้นการทำงานของไตให้ขับปัสสาวะออกมา มักใช้รักษาโรคต่างๆ เช่น โรคไต นิ่วในไต ตับวาย หัวใจวาย ภาวะบวมน้ำ ความดันโลหิตสูง เป็นต้น ยาขับปัสสาวะมีหลายกลุ่ม ซึ่งมีกลไกการทำงานและการออกฤทธิ์ที่แตกต่างกัน โดยแบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ได้ 3 กลุ่มคือ

  1. กลุ่มไธอะไซด์ไดยูเรติก (Thiazide Diuretics)

เป็นยาที่นิยมใช้กันมากที่สุด เพราะออกฤทธิ์กับไตโดยตรง ยับยั้งการขนส่งโซเดียมและคลอไรด์ภายในไต จึงทำให้ปริมาณปัสสาวะเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ปริมาณของเหลวนอกเซลล์ลดลง จึงช่วยลดการทำงานของหัวใจและช่วยลดความดันโลหิตได้ ยากลุ่มนี้ได้แก่ ยาโคลโรไธอะไซด์ ยาไฮโดรโคลโรไธอะไซด์ ยาโคลธาลิโดน ยาอินดาพาไมด์ ยาเมโทลาโซน เป็นต้น

  1. กลุ่มลูปไดยูเรติก (Loop Diuretics)

เป็นยาที่มักใช้กับผู้ป่วยโรคตับ โรคไต และโรคหัวใจวาย บางครั้งอาจใช้กับผู้ป่วยความดันโลหิตสูงอีกด้วย ซึ่งจะช่วยยับยั้งการขนส่งโซเดียม โพแทสเซียมและคลอไรด์ภายในไต ทำให้สารเหล่านั้นถูกขับออกมาทางปัสสาวะ นอกจากนี้ยังช่วยลดการดูดซึมของแคลเซียมและแม็กนีเซียมของร่างกายอีกด้วย ยากลุ่มนี้ได้แก่ ยาทอร์เซไมด์ ยาบูเมทาไนด์ ยาฟูโรซีไมด์ ยาอีธาไครนิค แอคซิด เป็นต้น

  1. กลุ่มโพแทสเซียม-สแปริ่งไดยูเรติก (Potassium-Sparing Diuretics)

เป็นยาขับปัสสาวะอีกกลุ่มหนึ่งที่ลดปริมาณน้ำในร่างกาย โดยไม่ขับโพแทสเซียมออกไปด้วย ซึ่งตัวยาจะไปขัดขวางการแลกเปลี่ยนของโซเดียมและโพแทสเซียมภายในไต รวมทั้งขัดขวางการทำงานของฮอร์โมนแอลโดสเตอโรน ที่ควบคุมความสมดุลของน้ำและเกลือแร่ในร่างกาย มักใช้กับผู้ป่วยที่มีภาวะโพแทสเซียมต่ำ ยากลุ่มนี้ได้แก่ ยาไทรแอมเทรีน ยาอีพลีรีโนน ยาสไปโรโนแลคโทน ยาอามิโลไรด์ เป็นต้น

ข้อควรระวังในการใช้ยา

หากเคยมีประวัติแพ้ยา หรือมีโรคประจำตัวและรับประทานยาตัวอื่นอยู่ด้วย ควรแจ้งให้แพทย์ทราบก่อนทุกครั้ง ห้ามใช้ยานี้กับผู้ที่

  1. มีภาวะขาดน้ำ
  2. หัวใจเต้นผิดปกติ
  3. เป็นโรคตับหรือไตรุนแรง
  4. เป็นโรคเกาต์
  5. อยู่ในระหว่างการรักษามะเร็ง อาจมียาที่ทำปฏิกิริยาต่อกันได้ เช่น ยาพลาทินอล
  6. มีอายุ 65 ปีขึ้นไป
  7. หญิงที่กำลังตั้งครรภ์

ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น

  1. ปวดศีรษะ มึนงง
  2. กระหายน้ำ
  3. ท้องเสีย
  4. ผิวไวต่อแสงแดด คันและมีผื่นขึ้น
  5. ประจำเดือนมาผิดปกติ
  6. หย่อนสรรถภาพทางเพศ
  7. ปวดกล้ามเนื้อ เป็นตะคริว
  8. ระคายเคืองทางเดินอาหาร
  9. ระดับน้ำตาลและคลอเรสเตอรอลในเลือดสูงขึ้น

หากเกิดอาการดังกล่าวอย่างรุนแรง หรือเกิดอาการผิดปกติอื่นๆ ต่อร่างกาย ซึ่งไม่สามารถทนได้ ให้ไปพบแพทย์โดยทันที เพื่อที่จะได้ทำการปรับเปลี่ยนยา ลดหรือเพิ่มขนาดยา เพื่อบรรเทาอาการของผลข้างเคียงเหล่านี้ โดยที่ผู้ป่วยไม่ควรหยุดยาเอง เพราะอาจจะทำให้อาการแย่ลงและรักษาได้ยากกว่าเดิม