ยาคุมกำเนิด มีกี่ประเภท และมีวิธีใช้อย่างไรบ้าง

ยาน่ารู้

ยาคุมกำเนิด คือยาที่ไว้ใช้สำหรับป้องกันการมีบุตร ซึ่งภายในยาจะบรรจุฮอร์โมนเพศหญิงไว้ ซึ่งออกฤทธิ์ทำให้ไข่ไม่ตก ป้องกันการสุกของไข่ เชื้ออสุจิจึงไม่สามารถฝังตัวได้ จึงไม่เกิดการตั้งครรภ์นั่นเอง

หากแบ่งยาคุมกำเนิดตามคุณสมบัติ สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด คือ

แบบฮอร์โมนรวม ภายในจะประกอบไปด้วยฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรน และ

แบบฮอร์โมนตัวเดียว คือฮอร์โมนโปรเจสโตเจน

ซึ่งสามารถยับยั้งการตั้งครรภ์ได้ทั้ง 2 แบบ แต่จะต่างกันตรงที่ แบบฮอร์โมนตัวเดียวจะเหมาะกับผู้ที่มีปัญหาสุขภาพ อย่างเช่นลิ่มเลือดอุดตัน หรือหญิงให้นมบุตรมากกว่า ซึ่งหากเป็นแบบฮอร์โมนรวมอาจจะส่งผลกระทบต่อผู้ป่วยหรือทารกในครรภ์ได้ นอกจากนี้ยาคุมกำเนิดยังสามารถรักษาอาการประจำเดือนมาผิดปกติ และเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ได้อีกด้วย

โดยยาคุมกำเนิดที่เป็นเม็ดแบบแผง ซึ่งขายอยู่ตามท้องตลาดทั่วไปนั้น จะมีด้วยกัน 2 แบบ ซึ่งได้แก่

  1. แบบแผง 21 เม็ด ให้รับประทานยาวันละ 1 เม็ด ติดต่อกันทุกวันตามลูกศรที่ชี้บอกจนหมดแผง แล้วให้เว้นระยะ 7 วัน ซึ่งคือวันที่ประจำเดือนมา จากนั้นพอถึงวันที่ 8 ไม่ว่าประจำเดือนจะหมดหรือยังไม่หมดก็ตาม ให้เริ่มรับประทานแผงต่อไปทันที โดยควรรับประทานในเวลาเดิมทุกๆ วัน หากลืมรับประทานยาภายใน 24 ชั่วโมง ให้รับประทานยาเม็ดนั้นทันทีที่นึกได้ แม้จะใกล้กับเวลาที่ต้องกินเม็ดต่อไปแล้วก็ตาม และรับประทานยาเม็ดต่อไปในเวลาเดิม แต่หากลืมรับประทานยาเป็นเวลา 48 ชั่วโมง ให้ข้ามไปรับประทานยาในมื้อถัดไปได้เลย และหาวิธีอื่นช่วยคุมกำเนิดร่วมด้วย ก็จะทำให้การป้องกันการตั้งครรภ์มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
  2. แบบแผง 28 เม็ด ให้รับประทานยาวันละ 1 เม็ดเช่นกัน ติดต่อกันทุกวันในเวลาเดิม ตามที่ลูกศรชี้ และเมื่อหมดแผงแรกแล้ว ให้รับประทานแผงที่ 2 ต่อได้เลย โดยไม่ต้องรอเว้นระยะ 7 วันเหมือนแบบแผง 21 เม็ด หากลืมรับประทานยาภายใน 12 ชั่วโมง ให้รับประทานยาทันทีที่นึกขึ้นได้ แต่หากลืมรับประทานไปหลายเม็ดแล้ว ให้ข้ามเป็นมื้อปัจจุบันแทนเลย และหาวิธีการคุมกำเนิดอื่นร่วมด้วย แต่หากเราไม่ลืมรับประทานยา ก็ไม่จำเป็นต้องหาวิธีคุมกำเนิดอื่นแต่อย่างใด เพราะยาคุมกำเนิดก็สามารถป้องกันการตั้งครรภ์ได้อย่างเพียงพอแล้ว

ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น

อาจมีอาการปวดหัว คลื่นไส้ อาเจียน วิงเวียนศีรษะ อารมณ์แปรปรวน ปวดท้อง แน่นหน้าอก ประจำเดือนมาไม่ปกติ ความดันโลหิตสูงขึ้น ซึ่งมักจะมีอาการเหล่านี้ในช่วงแรกๆ ที่รับประทานยา แต่หากผ่านไปนานหลายเดือนแล้ว อาการต่างๆ เหล่านี้ยังไม่ดีขึ้น ให้รีบนำตัวยานั้นมาปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรทันที เพราะอาจจะเป็นอาการของการแพ้ยา หรือตัวยาอาจจะส่งผลกระทบต่อโรคประจำตัวอื่นๆ ของผู้ใช้ยาก็เป็นได้