ส้นเท้าแตก กับการรักษาอย่างถูกวิธี

ขาและเท้า ความสวย ความงาม

ส้นเท้าแตก เป็นปัญหาที่คอยสร้างความกังวลใจให้กับสาวๆ ไม่ใช่น้อยเลยทีเดียว โดยอาการของส้นเท้าแตกจะเกิดขึ้นที่บริเวณส้นเท้า ทำให้ผิวหนังบริเวณดังกล่าวเกิดความแห้ง แข็ง และหยาบกระด้าง บางครั้งอาจมีรอยแตกออกเป็นแผ่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากมีรอยแตกที่ลึกเข้าไปถึงผิวหนังชั้นใน อาจส่งผลให้มีเลือไหลดออกมาก และสร้างความเจ็บปวดเป็นอย่างมากเลยทีเดียว ปกติแล้วส้นเท้าแตกมักจะเกิดขึ้นในช่วงฤดูหนาวหรืออากาศที่แห้ง ทั้งนี้อาจไม่ใช่แค่ในช่วงฤดูหนาวก็สามารถเกิดปัญหานี้ขึ้นได้เช่นเดียวกัน ด้วยเหตุนี้นี่เองทำให้วันนี้เรามีเคล็ดลับดีๆ เกี่ยวกับการรักษาส้นเท้าแตกมาฝาก จะมีเคล็ดลับไหนบ้างตามไปดูกันเลย

ก่อนจะไปดูเคล็ดลับดีๆ ในการรักษาส้นเท้าแตก เรามารู้และทำความเข้าใจกันก่อนดีกว่าว่า ส้นเท้าแตกนั้นแท้จริงแล้วเกิดจากอะไรกันแน่ นอกเหนือจากอากาศที่แห้งและหนาวเย็นแล้ว บางครั้งอาจเกิดจากการที่ภาวะร่างกายขาดน้ำหรือดื่มน้ำในปริมาณที่น้อยจนเกินไป บางกรณีอาจเกิดจากการอาบด้วยน้ำที่มีอุณหภูมิที่สูงหรือแช่น้ำเป็นเวลานาน ส่งผลให้ผิวหนังบริเวณส้นเท้าลอกเป็นขุย แตก หรือแห้งกร้าน บางครั้งอาจเกิดจากการมีที่น้ำหนักตัวมากเกินไป หรือเป็นโรคอ้วน รวมถึงผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานด้วยเช่นเดียวกัน

วิธีการป้องกันและรักษาส้นเท้าแตก มีดังต่อไปนี้

1.ดื่มน้ำให้มากๆ

การดื่มน้ำในปริมาณที่เพียงพอต่อวันคือ 8 แก้ว จะช่วยให้ร่างกายเกิดความสมดุลและช่วยป้องกันภาวะการขาดน้ำได้ อีกทั้งยังส่งผลทำให้ผิวพรรณมีความชุ่มชื้น โดยเฉพาะผิวพรรณบริเวณส้นเท้า เพื่อป้องกันการเกิดส้นเท้าแตก นอกจากนั้นยังช่วยให้ระบบการทำงานภายในร่างกายเป็นไปอย่างปกติ

2.ทาด้วยปิโตรเลียม เจลลี่

มองหาครีมบำรุงผิวที่มีส่วนผสมของปิโตรเลียม เจลลี่โดยเฉพาะเจาะจง ซึ่งลักษณะจะเป็นเจลเหลวใช้ทาเพื่อทำให้เกิดความชุ่มชื้นแก่ผิวและช่วยฟื้นฟูส้นเท้าที่แตกให้กลับมานุ่มอีกครั้ง ด้วยวิธีการคือ ควรทาก่อนนอน หลังจากนั้นให้นำถุงเท้าหรือถุงมาสวมทับไว้อีกที เพื่อป้องกันไม่ให้เหนียวเหนอะหนะหรือเปื้อนที่นอน โดยการทำเช่นนี้จะช่วยให้ส้นเท้าสามารถดูดซับความชุ่มชื้นจากเจลไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

3.ใช้สบู่ที่ถนอมผิว

เลือกสบู่ที่มีความอ่อนโยนและไม่เป็นอันตรายต่อผิว โดยหลีกเลี่ยงการใช้สบู่ที่มีสารเคมีเข้มข้นจนเกินไป ซึ่งจะส่งผลทำให้ผิวแห้งได้ง่ายมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังก่อให้เกิดอาการคันหรือระคายเคืองตามมาอีกด้วย

4.ใช้ผลิตภัณฑ์ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว

มองหาผลิตภัณฑ์ที่ใช้กับส้นเท้าแตกโดยเฉพาะ เพื่อนำมาทาบริเวณที่มีรอยแตก ยกตัวอย่างเช่น ผลิตภัณฑ์หรือครีมที่มีส่วนผสมของ ไดเมทิโคน เพื่อช่วยปกป้องผิวไม่ให้แห้งเสียและช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น ตลอดจนมีคุณสมบัติในการกักเก็บความชุ่มชื้นให้แก่ผิวได้ หรือควรใช้ครีมบำรุงผิวที่มีส่วนผสมของน้ำมันเป็นหลัก และควรใช้เป็นประจำอย่างต่อเนื่องหลังจากอาบน้ำหรือทาก่อนนอน เพื่อเพิ่มความชุ่มชื่นให้แก่ผิวและเพื่อผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้น

5.หลีกเลี่ยงการอาบน้ำร้อนหรือน้ำอุ่น

ไม่ควรอาบน้ำที่มีอุณหภูมิสูงมากจนเกินไป หรื่อการแช่เท้าอยู่ในน้ำเป็นเวลานาน นอกจากนั้นเมื่อต้องอยู่ในสภาพอากาศที่หนาวเย็นหรือแห้งควรหลีกเลี่ยงการอาบน้ำซึ่งไม่ควรอาบน้ำเกินวันละ 2 ครั้งหรือไม่ควรอาบน้ำนานเกินไปเพราะจะทำให้เกิดภาวะส้นเท้าแตกแห้งและลอกเป็นขุย บางครั้งรอยแตกนั้นอาจลึกลงไปถึงชั้นผิวหนังด้านใน และส่งผลให้มีเลือดไหลออกมาในที่สุด

6.ไม่ควรสวมใส่รองเท้าแตะ

ไม่ควรสวมใส่รองเท้าแตะเพราะรองเท้าแตะโดยส่วนใหญ่มักจะมีพื้นที่แข็ง และเป็นการไม่ถนอมผิวบริเวณข้อเท้า นอกจากนั้นไม่ควรสวมใส่รองเท้าที่รัดแน่นหรือคับจนเกินไป เพราะอาจส่งผลทำให้บริเวณข้อเท้าได้รับการบาดเจ็บหรืออาจเกิดภาวะเล็บขบขึ้นได้ รวมถึงหลีกเลี่ยงการสวมใส่รองเท้าคู่เดิมซ้ำๆ ทุกวัน ควรหมั่นซักทำความสะอาด เพราะจะได้ไม่เกิดการสะสมของเชื้อโรคและเชื้อแบคทีเรีย ยิ่งสำหรับคนที่มีปัญหาเรื่องส้นเท้าแตกอยู่แล้ว หากเกิดลอยแผลขึ้น หากได้รับเชื้อโรคอาจก่อให้เกิดแผลติดเชื้อรุนแรงได้

7.ลดน้ำหนัก

การลดน้ำหนักด้วยวิธีการควบคุมอาหารหรือการออกกำลังกายเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอจะช่วยรักษาหรือลดการเกิดส้นเท้าแตกได้ นอกจากนั้นแล้วยังส่งผลทำให้คุณมีรูปร่างที่ดีขึ้น และลดการเกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ ตามมา ช่วยให้ร่างกายมีความแข็งแรง และมีภูมิต้านทานมากยิ่งขึ้น

8.สวมถุงเท้า

เท้าเมื่อต้องออกเดินทางไปไหนไกลๆ ควรสวนใส่ถุงเท้าตลอด เพราะจะเป็นการช่วยถนอมผิวเท้าและป้องกันไม่ให้เกิดส้นเท้าแตก โดยควรเลือกถุงเท้าที่ทำมาจากวัตถุดิบจากธรรมชาติหรือผ้าคอตตอนเพราะผ้าคอตตอนจะมีประสิทธิภาพในการช่วยระบายความอับชื้นและระบายเหงื่อได้ดี ที่สำคัญยังทำให้เกิดการสัมผัสที่นุ่มสบาย ลดการกระแทกของส้นเท้าในขณะเดินทางออกกำลังกายได้

หากทำตามวิธีต่างๆ ข้างต้นที่เราแนะนำแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น หรือเกิดภาวะส้นเท้าแตกที่รุนแรง มีรอยแผลหรือเกิดภาวะแผลติดเชื้อ ทั้งนี้ ควรไปพบแพทย์ทันทีเพื่อหาวิธีการรักษาที่ถูกต้องต่อไป

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *