กฤษณา

อาหารเพื่อสุขภาพ - สมุนไพร

ชื่อวิทยาศาสตร์  :       Aquilaria crassna Pierre ex H. Lec.
ชื่อวงศ์  :      Thymelaeaceae
ชื่ออื่นๆ :   ไม้หอม (ภาคตะวันออก) , กายูกาฮู กายูการู กายูดึงปู  (ปัตตานี-ภาคใต้) กฤษณา(ภาคตะวันออก)  กายูการู กายูกาฮู (มาเลเซีย ปัตตานี) ไม้หอม (ภาคตะวันออก ภาคใต้) จีน ติ่มเฮียง(ไม้หอมที่จมน้ำ)(จีน), เซงเคง (ภาษากะเหรี่ยง),อครุ, ตคร (บาลี), สีเสียดน้ำ(บุรีรัมย์), ตะเกราน้ำ(จันทบุรี), ไม้พวงมะพร้าว (ภาคใต้), gaharu, kikaras, mengkaras  (อินโดนีเซีย), gaharu, tengkaras, karas (มาเลเซีย), agar (พม่า), Eagle Wood, Aglia, Lignum Aloes, Agarwood, Calambac, Akyaw, Aloewood, Calambour (อังกฤษ), Sasi (Assamese),Chen Xiang  (沉 香, จีน)

ประเทศไทยพบ 4 ชนิด คือ

1. Aquilaria subintegra เป็นพันธุ์ไม้ที่ให้น้ำมันสูงและปริมาณน้ำมันมาก พบมากทางภาคตะวันออก คือ จังหวัดตราดและบางพื้นที่ของจังหวัดจันทบุรี
2. Aaquilaria crassna Pierre ex H.Lec เป็นพันธุ์ไม้ที่ให้คุณภาพน้ำมันค่อนข้างสูง และปริมาณน้ำมันค่อนข้างมาก พบมากบริเวณอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ นครนายก ปราจีนบุรี นครราชสีมา บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ และบริเวณแถบภาคเหนือ เช่น น่าน เชียงราย แพร่ และบริเวณภาคกลาง เช่น เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ กำแพงเพชรฯลฯ
3. Aquilaria malaccensis Lamk. เป็นพันธุ์ไม้ที่ให้คุณภาพน้ำหอมและปริมาณน้ำหอมปานกลาง พบบริเวณภาคใต้ของประเทศไทย เช่น ประจวบคีรีขันธ์ พัทลุง ตรัง ระนอง ปัตตานี ฯลฯ
4. Aquilaria baillonil แหล่งที่พบ ไทย กัมพูชา ลาว เวียดนาม

ลักษณะ :

 

กฤษณาเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ไม่ผลัดใบ มีความสูงตั้งแต่ 8-21 เมตร ขึ้นไป วัดโดยรอบลำต้นโตประมาณ 1.5-4.5 เมตร เรือนยอดเป็นพุ่มทรงเจดีย์ต่ำ หรือรูปกรวย ลำต้นเปลาตรงมักมีพูพอนที่โคนต้นเมื่อมีอายุมาก เปลือกด้านนอกเรียบสีเทาอมขาว เปลือกหนาประมาณ 5-10 มิลลิเมตร มีรูระบายอากาศสีน้ำตาลอ่อนทั่วไป เปลือกด้านนอกจะปริเป็นร่องเล็กๆ เมื่ออายุมากๆ ส่วนเปลือกชั้นในมีสีขาวอมเหลือง มีขนคล้ายเส้นไหม เป็นมันตามปลายยอดเปลือกนอก

ใบ เป็นชนิดใบเดี่ยว รูปมน รูปไข่กลับ หรือรูปยาวขอบขนานออกเรียงสลับกัน เนื้อใบเป็นมันปลายใบเรียวแหลม ใบกว้าง 2.5-3.5 เซนติเมตร ยาว 7-9 เซนติเมตร โคนใบรูปลิ่ม ใบแก่เกลี้ยงเป็นมัน แต่ใบอ่อนสั้นและคล้ายไหม เส้นแขนงใบ 12-18 คู่ ก้านใบมีขนสั้นนุ่มยาว 3-7 มิลลิเมตร สีเขียวอ่อน ใบแก่มีสีเขียวเข้มก่อนร่วงเป็นเหลือง

ดอก  สีขาว สีเหลือง ไม่มีกลีบดอก ออกเป็นช่อเล็กๆ ประมาณ 4-6 ดอก มีกลิ่นหอม เป็นดอกสมบูรณ์เพศ เกิดที่ง่ามใบหรือยอด เป็นแบบ Axillary หรือ Terminal umbles ก้านดอกสั้น มีขนนุ่มอยู่ทั่วไป ตามง่ามใบและดอก ออกดอกในช่วงฤดูร้อน และกลายเป็นผลแก่ในประมาณเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน เมื่อดอกบานแล้ววงกลีบเลี้ยงจะเจริญมาก กลีบดอกมีขนยาว 1-1.5 มิลลิเมตร เกสรตัวผู้มีก้านยาว 1-1.5 มิลลิเมตร อับเกสร 1 มิลลิเมตร รังไข่มีขนยาว 2-3 มิลลิเมตร ผล เป็นแบบ Capsule รูปไข่กลับค่อนข้างแบน ส่วนที่ติดกับขั้วเล็ก เปลือกแข็ง มีขนสีเทา ผลยาวประมาณ 2.5 เซนติเมตร กว้างประมาณ 1.5-2 เซนติเมตร ในเดือนสิงหาคม ผลเริ่มแก่และจะแตกอ้ามีเมล็ด 1 หรือ 2 เมล็ดแบบ Ovoid ขนาดของเมล็ดยาว 5-6 เซนติเมตร ที่หางเมล็ดมีสีแดงหรือสีส้ม ปกคลุมด้วยขนสั้นนิ่มมีสีแดงอมน้ำตาล ระยะเวลาในการออก อยู่เป็นช่วงเดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์ และเป็นผลระหว่างเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน

 

ลักษณะของเนื้อไม้

ลักษณะของเนื้อไม้กฤษณาจะมีทั้งเนื้อไม้ปกติและเนื้อไม้หอมที่มีน้ำมันกฤษณา ซึ่งคนไทยรู้จักจำแนกความแตกต่างมาตั้งแต่โบราณแล้ว ดังกล่าวถึงในมหาชาติคำหลวงสมัยอยุธยา ตอนต้น พ.ศ.2025 ว่ามีทั้งไม้กฤษณาขาว (เสตครู) และ กฤษณาดำ (ตระคัร) ซึ่งมีเนื้อไม้หอม

เนื้อไม้กฤษณา ปกติจะมีสีขาวนวลเมื่อตัดใหม่ๆ ต่อมาเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอ่อน เสี้ยนจะตรง เนื้อไม้หยาบปานกลาง เลื่อยผ่าได้ง่าย ขัดชักเงาไม่ได้ดี ไม่ค่อยทนทาน อยู่ในน้ำจะทนทานพอประมาณ เมื่อแปรรูปเสร็จแล้ว ควรรีบผึ่งให้แห้งโดยเร็ว ในการผึ่งจะมีการปริแตกได้ง่าย และมักถูกเห็ดราย้อมสีเกาะ ทำให้เสียสี การอาบน้ำยาไม้ทำได้ง่าย

ส่วนเนื้อไม้ที่มีน้ำมันกฤษณา จะมีสีดำเหลือง,น้ำตาล น้ำตาลเข็มถึงดำถึงแก่นขึ้นสุดท้ายจะหนัก และจมน้ำตามคุณภาพของเนื้อไม้ ขึ้นอยู่กับการสะสมของน้ำมันกฤษณาภายในเซลล์ต่างๆของเนื้อไม้

หมายเหตุ

เนื้อไม้กฤษณาที่ดีนั้น ต้องมีกลิ่นหอม และเป็นสีดำ วิธีที่จะใช้พิสูจน์ว่า คุณภาพของมัน ดีหรือไม่ดี นั้นกระทำได้โดยให้ตัดไม้เป็นท่อน ๆแล้วให้โยนลงในน้ำ แล้วสังเกตว่าท่อนใดจมน้ำได้ทันที และมีลักษณะเป็นสีดำ แสดงว่าเป็นชนิดดี ที่นิยมใช้ทำยา ซึ่งเรียกว่า Gharki ท่อนที่ลอยน้ำซึ่งเรียกว่า Samaleh ชนิดนี้เราจะพบเห็นกันทั่วไป และสำหรับท่อนที่ลอบปริ่มน้ำ เรียกว่า Samaleh-i-aala หรือ Neem Ghaeki จะเป็นสีน้ำเงินเข้มหรือน้ำตาลอ่อนจะไม่นิยมใช้ในทางยา นอกจากนี้ยังมีวิธีที่จะพิสูจน์อีกอย่างหนึ่งคือโดยการนำเอาเนื้อไม้ไปฝังดินไว้ เนื้อไม้ที่ดีก็จะค่อย ๆ เปลี่ยนสีเป็นสีดำ และกลิ่นหอมมันก็จะหอมด้วย

สรรพคุณ  :  

เนื้อไม้ ซึ่งเป็นสีดำ และมีกลิ่นหอม  รสขมหอม คุมธาตุ บำรุงโลหิตและหัวใจ บำรุงตับ ปอด ใช้ผสม ยาหอม แก้ลมหน้ามืดวิงเวียนศีรษะ อาเจียน ท้องร่วง แก้ไข้ต่างๆบำบัดโรคปวดบวมตามข้อ

 

ปัจจุบันมีผู้ผลิตบางรายนำใบของกฤษณา มาผลิตในรูปแบบของ “ชา” เพื่อดื่มแบบชาทั่วไป

การนำมาใช้ทางยาในแพทย์แผนไทย และยาพื้นบ้าน           

ในประเทศจีน ใช้ลดอาการปวด โดยเฉพาะปวดท้อง อาการเกร็งกล้ามเนื้อ อาการปวดในระบบทางเดินปัสสาวะ มีฤทธิ์กดระบบประสาทส่วนกลาง แก้อาการหอบ รักษาโรคลมชัก

สรรพคุณในตำรับแพทย์แผนไทย   

เนื้อไม้และชัน  

– ใช้ปรุงเป็นยาหอม แก้ลมวิงเวียน บำรุงหัวใจ บำรุงธาตุ บำรุงตับและปอดให้ปกติ แก้ลม แก้ลมซาง แก้ลมอ่อนเพลีย บำรุงกำลัง แก้ไข บำรุงโลหิต รักษาโรคปวดข้อ   น้ำมันจากเมล็ด

– น้ำจากใบ รักษาโรคเรื้อน และโรคผิวหนัง แก้มะเร็ง ใช้เป็นยารักษาภูมิแพ้ และรักษาโรคเบาหวานได้

น้ำมันกฤษณา  

– แก้โรคท้องอืด ท้องเฟ้อ เป็นตัวยารักษาโรคมะเร็งในลำไส้และกระเพาะอาหาร รักษามะเร็งตับ

ไม่ระบุส่วนที่ใช้ 

– บำรุงโลหิต แก้ตับปอดพิการ แก้ไขเพื่อเสมหะและลม บำรุงโลหิตในหัวใจ ทำตับปอดให้ปกติ คุมธาตุ แก้ปวด แก้อัมพาต รักษา โรคมาลาเรีย

ตำรายาพระโอสถสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พ.ศ. 2202

การใช้ประโยชน์จากกฤษณาในทางยา คนไทยรู้จักใช้มานานแล้ว ดังปรากฏ ในตำรายาพระโอสถสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช   พ.ศ. 2202 กล่าวถึงตำรายาที่เข้ากฤษณาหลายชนิด เช่น

มโหสถธิจันทน์  นั้นเอาสมุลแว้ง ดอกมะลิ สารภี พิกุล บุนนาค เกสรบัวหลวง เกสรสัตบงกช จันทน์ทั้ง 2 กฤษณา กระลำพัก ขอนดอก แฝกหอม ตะนาว (ชื่อกระแจะเครื่องหอม) เปราะหอม โกฐหัวบัว เสมอภาค น้ำดอกไม้เป็นกระสาย บดทำแท่งละลายน้ำซาวข้าว นำดอกไม้ ก็ได้ รำหัดพิมเสนชโลม ถ้ากินแทรกขัณฑสกรลงด้วย แก้พิษไข้สันนิบาต อาการตัวร้อนหนัก สรรไข้ทั้งปวงหายสิ้นแลฯ”

หรือใน “ตำรายาทรงทาพระนลาต แก้พระโลหิตกำเดา อันประชวรพระเจ้านัก ให้เอา กฤษณา อบเชยเทศ รากมะลิ รากสลิด รากสมี ชะมด ลดด้วยน้ำดอกไม้เทศ น้ำดอกไม้ไทยก็ได้ รำหัดพิมเสนลง ทรงทาหายแลฯ” เป็นต้น

ในตำราพระโอสถครั้งรัชกาลที่ 2 พ.ศ. 2355 กล่าวถึงตำรายาที่เข้ากฤษณา หลายชนิด เช่น

“ยาชื่อมหาเปราะ” เอาดอกบุนนาค กฤษณา กะลำพัก ผิวมะกรูด ว่านน้ำ การบูร ไคร้หอม สิ่งละส่วน เปราะหอม 3 ส่วน ทำเป็นจุลบดทำแท่งไว้ ละลายน้ำดอกไม้แทรกพิมเสน ทั้งกิน ทั้งชโลม ทาก็ได้ แก้พิษลมทรางทั้ง 7 จำพวก แลสรรทางอันจรมานั้นหายสิ้นดีนัก”

นอกจากกฤษณาจะเข้ายาแก้ซาง ดังปรากฏในตำรายาชื่อ มหาเปราะ ดังกล่าว ยังมีคุณ ประโยชน์ คือ กฤษณาจะเข้ายากำลังราชสีห์ กินบำรุงโลหิต หรือเข้ายาชื่อแดงใหญ่ แก้สรรพต้อมีพิษ แก้จักษุแดง เป็นต้น

ตำรายาสมัยต่อมา ก็ปรากฏตำรายา ที่เข้ากฤษณาอีกมากมายหลายชนิด เช่น ตำรายาหอมของนายพันไท หม่อมเจ้ากรรมสิทธิ์ กล่าวถึงการใช้กฤษณาเข้ายาอินทโอสถ แก้ไข้ แก้สลบ แก้หืด แก้ริดสีดวง แก้ฝีในท้อง จำเริญอาหาร  จำเริญธาตุ จำเริญพระชนม์ เป็นต้น

ในตำรายาไทยระบุว่ากฤษณารสขมหอม สุขุม คุมธาตุ บำรุงโลหิตในหัวใจ (อาการหน้าเขียว) บำรุงหัวใจ บำรุงตับปอดให้เป็นปกติ แก้ลมวิงเวียนศรีษะ หน้ามืด แก้ลมซาง แก้ไข้ อาเจียน ท้องร่วง บำบัดโรคปวดตามข้อ

ตำรับยาที่เข้ากฤษณามีหลายชนิด เช่น

  1. ตำรายาเด็กในคัมภีร์ปฐมจินดากล่าวว่ากฤษณาจะเข้ายาแก้ซาง แก้ไข้ แก้พิษ  เช่น ยาแดง ยาคายพิษ ยาทาลิ้น ทาแก้เสมหะ ยาแก้ไข้  และยาล้อมตับดับพิษ     ยากวาดแก้ดูดนมมิได้ ยาหอมใหญ่ แก้ซาง แก้ไข้  ยาเทพมงคล  ยาสมมติกุมารน้อย ยาสมมติกุมารใหญ่ ยาอินทรบรรจบ ยาแก้ซางเพลิง ยาแก้ท้องเสีย แก้บิดในเด็ก  เป็นต้น
  1.  พระคัมภีร์มหาโชติรัตน์ว่าด้วยโรคระดูสตรี กฤษณา จะเข้ายาบำรุงโลหิต แก้โลหิตเป็นพิษ  เช่นยาอุดมโอสถน้อยใหญ่ ยาเทพรังสิต ยาเทพนิมิต กฤษณาจะเข้ายาบำรุงโลหิต บำรุงธาตุ บำรุงกาม เพื่อให้ตั้งครรภ์ เช่นยากำลังราชสีห์

3.คัมภีร์ธาตุบรรจบ กฤษณายังเข้ายาเทพประสิทธิ์ ใช้แก้ลม แก้สลบ แก้ชัก ปัจจุบันตำรับยาที่เข้ากฤษณายังมีอยู่ เช่น ยากฤษณากลั่น แก้ปวดท้อง จุกเสียด แน่น รวมทั้งยาหอมแทบทุกชนิด เช่น ยาหอมตราห้าเจดีย์ ยาหอมตราฤาษีทรงม้า ล้วนแต่มีส่วนผสมของกฤษณาทั้งสิ้น แต่ก็มียาหอมหลายหลายชนิดที่ไม่มีส่วนผสมของกฤษณาอยู่เลย

ในปัจจุบันมีตำรายาที่เข้ากฤษณาอยู่หลายชนิด เช่น

–   ยากฤษณากลั่นตรากิเลน ใช้บำบัดอาการปวดท้อง  ท้องเสีย  จุกเสียด แน่น

 ยาหอมที่เข้ากฤษณาก็มีอยู่หลายขนาน มีสรรพคุณ คือ ใช้แก้ลม วิงเวียนจุกเสียด หน้ามืดตาลาย คลื่นเหียน อ่อนเพลีย บำรุงหัวใจ ขับลมในกระเพาะลำไส้ บำบัดโรคปวดท้อง ท้องขึ้น ท้องเฟ้อ เป็นต้น ยกตัวอย่างเช่น

–  ยาหอมสุคนธโอสถตราม้า มีตัวยาที่สำคัญ คือ กฤษณา โกฐหัวบัว โกฐพุงปลา ชะเอม สมุลแว้ง ชะมด พิมเสน อบเชย กานพลู ฯลฯ

–   ยาหอมตรา 5 เจดีย์ มีตัวยาสำคัญหลายชนิด คือ กฤษณา ชวนพก โกฐสอ กานพลู เกล็ดสะระแหน่ อบเชย โกฐกระดูก พิมเสน โสยเซ็ง ฯลฯ

–  ยาหอมทูลฉลองโอสถ ประกอบด้วยตัวยาที่สำคัญ คือ กฤษณา กานพลู สมุลแว้ง ดอกบุนนาค โกฐหัวบัว ฯลฯ

–  ยาหอมหมอประเสริฐ ตัวยาที่สำคัญ คือ กฤษณา จันทน์เทศ ผิวส้มจีน เกล็ดสะระแหน่ ฯลฯ

ในตำราจีน กฤษณาจัดเป็นยาชั้นดี มีรสเผ็ดปนขม ฤทธิ์อ่อน ใช้เป็นยาบำรุงหัวใจ แก้ลมวิงเวียน คลื่นไส้อาเจียน รักษาอาการปวดแน่นหน้าอก แก้หอบหืด เสริมสมรรถภาพทางเพศ แก้โรคปวดบวมตามข้อ ขับลมในกระเพาะอาหาร ปัจจุบันได้นำกฤษณาไปผลิตยารักษาโรคกระเพาะที่ดีที่สุดชนิดหนึ่ง คือ จับเชียอี่

ในพระคัมภีร์ปฐมจินดา กล่าวถึงสรรพคุณกฤษณาดังต่อไปนี้

–   ผสมสมุนไพรอื่นๆ เพื่อกินแก้ไข้ในครรภ์รักษา (ครรภ์ปริมณฑล)

–   ยาชื่อ กัลยาฑิคุณ มีส่วนผสมของกฤษณา ใช้รักษาตานโจร กินอาหารไม่ได้

–   ใช้รักษาทรางแดง และทรางชนิดอื่นๆ โดยผสมสมุนไพรอื่น

–   ผสมสมุนไพรชนิดอื่นๆ รักษาโรคปวดท้องในเด็ก (ยาผายพิษสรรพพิษ)

–   ผสมสมุนไพรอื่นๆ ใช้เป็นยาทาลิ้น แก้ตานแก้ทราง

–  ยาชื่อ หอมจักรนารายน์ มีส่วนผสมสมุนไพรอื่นๆ แก้พิษทราง

–  ยาชื่อ สหมิตร มีส่วนผสมสมุนไพรอื่นๆ ทานแก้ไข้กำเดา และแก้ใจขุ่นมัว

–  ยาชื่อ เทพมงคล มีส่วนผสมของสมุนไพรอื่นๆ ใช้รักษาลิ้นกระด้าง คางแข็ง

–  ยาชื่อ ยาแก้เชื่องซึม แก้มึน มีส่วนผสมของสมุนไพรชนิดอื่นๆ ใช้แก้กระหายน้ำหอบพัก

–   ยาชื่อ ทิพย์ศุภสุวรรณ มีส่วนผสมของสมุนไพรอื่นๆ ใช้รักษาโรคตานโรคทราง และริดสีดวงทวารในผู้ใหญ่

–  ยาชื่อ พระสุริยมณฑล ผสมสมุนไพรชนิดอื่นๆ แก้ไข้พิษเหนือ โรคตานทราง แก้ลม

–  ยานัตถุ์ชื่อ สาวกัลยาณี ใช้แก้ลม ปวดศีรษะ ตาแดงตาฟาง

ในพระคัมภีร์ธาตุวิภังค์

กล่าวถึงสรรพคุณกฤษณาต่อไปนี้

– แก้ปถวีธาตุ คือเยื่อในสมองพิการ

– ยาธาตุบรรจบ เป็นยาให้ตามวันเกิดเป็นยาประจำธาตุ

– ยาปโตฬาทิคุณ แก้ไข้เพื่อโลหิตในฤดูร้อน

– ยามหาสมิทธิ์ใหญ่ แก้สันนิบาต 7 จำพวก แก้ไข้พิษ แก้น้ำมูลพิการ

 ยามหาสดมภ์ แก้ลมจับหัวใจ แก้โลหิตกำเริบ

– ยากล่อมนางนอน แก้พิษตานทรางขโมย พิษฝีกาฬ

ในพระคัมภีร์สรรพคุณ (แลมหาพิกัต)

–  ใช้บำรุงธาตุทั้งห้า

ในพระคัมภีร์มหาโชตรัต เล่ม สาม กล่าวถึงสรรพคุณกฤษณาไว้

–   ใช้แก้โลหิตปรกติโทษ

–  แก้โลหิต แก้ลมแก้เส้น

–    ยาชื่อ จิตรารมณ์ ใช้แก้ลมสวิงสวาย แก้ร้อนใน

ในพระคัมภีร์ชวดาร บรรยายถึงสรรพคุณกฤษณาไว้ดังนี้

–  ยาเขียวประทานพิษ ใช้แก้ลมต่างๆ

–  ยาหงษ์ทอง ใช้เป็นยานัตถุ์ แก้ลมต่างๆ

–  ยาบำรุงโลหิต

ในพระคัมภีรื โรคนิทาน กล่าวถึงสรรพคุณกฤษณาไว้ดังนี้

–  ต้มกินแก้ปถวีธาตุ

– ยาธาตุบรรจบ เป็นยาบำรุงธาตุ

–  แก้ใจพิการต่างๆ (ยาชื่อ สมมิตรสวาหะ)

– แก้ลมกำเริบเข้าจับหัวใจนอนแน่นิ่ง

ในพระคัมภีร์มุจฉาปักบันทิกา

– ใช้บำรุงโลหิต

–  รักษาโลหิตพิการ

– รักษาโรคฟัน

–  รักษาโรคไฟลามทุ่ง ไฟลวก

หมายเหตุ ให้พึงระลึกไว้เสมอว่า ยาสมุนไพรไทยมิได้ใช้เป็นยาเดี่ยว เกิดจากการผสมสมุนไพรแต่ละตัวดังนั้นสรรพคุณจึงเปลี่ยนแปลงตามส่วนประกอบของสมุนไพรที่มีอยู่ในตำรับทั้งหมด

ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา    

สารสกัดโดยใช้ตัวทำละลายเบนซินพบว่ามีฤทธิ์กดระบบประสาทส่วนกลางอย่างรุนแรง สารสกัดส่วนเปลือกด้วยน้ำพบว่ามีฤทธิ์ยับยั้งการหลั่งของฮีสตามีนจาก mast cells    ลดความดันโลหิต สารสกัดแก่นด้วยอัลกอฮอล์น้ำ (1:1) เมื่อฉีดเข้าใต้ผิวหนังหรือกรอกให้หนูถีบจักรในขนาด 10 กรัม/กิโลกรัม ไม่พบความเป็นพิษแต่อย่างไร  ฤทธิ์เภสัชวิทยาอื่นๆ มักศึกษาในลักษณะเป็นองค์ประกอบในสูตรยาหอมตำรับต่างๆ

 

ที่มา

ตำราแพทย์แผนโบราณทั่วไป สาขาเภสัชกรรม , กองประกอบโรคศิปะ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *