สะเดา

อาหารเพื่อสุขภาพ - สมุนไพร

ชื่อวิทยาศาสตร์ :   Azadirachta indica A. Juss. var. siamensis  Valeton
ชื่อสามัญ : Siamese neem tree, Nim , Margosa, Quinine
ชื่อวงศ์ :   Meliaceae
ชื่ออื่น :  สะเลียม (ภาคเหนือ)  กะเดา (ภาคใต้)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : 
สะเดามีชื่อเรียกแตกต่างกันตามท้องถิ่นเช่น เดา สะเลียม แต่มีชื่อสามัญทั่วไปว่า neem เป็นไม้ต้น สูง 5-10 เมตร เปลือกต้นแตกเป็นร่องลึกตามยาว ยอดอ่อนสีน้ำตาลแดง

ใบ เป็นใบประกอบแบบขนนก ออกเรียงสลับรูปใบหอก กว้าง 3-4 ซม. ยาว 4-8 ซม. โคนใบมนไม่เท่ากัน ขอบใบจักเป็นฟันเลื่อย แผ่นใบเรียบ สีเขียวเป็นมัน

ดอก ออกเป็นช่อที่ปลายกิ่งขณะแตกใบอ่อน ดอกสีขาวนวล กลีบเลี้ยงมี 5 แฉก โคนติดกัน กลีบดอกโคนติดกัน ปลายแยกเป็น 5 แฉก

ผล รูปทรงรี ขนาด 0.8 – 1 ซม. ผิวเรียบ ผลอ่อนสีเขียว สุกเป็นสีเหลืองส้ม เมล็ดเดี่ยว รูปรี

สะเดามีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Azadirachta indica A. Juss ซี่งเป็นสะเดาที่รู้จักทั่วไปว่าสะเดาอินเดีย ส่วนสะเดาที่พบทั่วไปในประเทศไทยมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Azadirachta indica var.siamensis Valeton หรือสะเดาไทย นอกจากนี้ยังมีสะเดาอีกชนิดหนึ่งซึ่งพบกระจายอยู่ทั่วไปในแถบภาคใต้ของไทยและแหลมมาลายูในประเทศมาเลเซีย คือ  สะเดาเทียมหรือสะเดาช้าง Azadirachta excels (Jack) Jacobs สะเดาเป็นไม้ยืนต้นวงศ์เดียวกันกับมะฮอกกะนี

ลักษณะที่แตกต่างกันระหว่างสะเดาไทย สะเดาอินเดียและสะเดาช้างอาจดูได้คร่าว ๆจากลักษณะขอบใบ สีใบ ขนาดของเมล็ด ตลอดจนช่วงระยะเวลาการออกดอก

ส่วนที่ใช้ : ดอกช่อดอก  ผลอ่อน ยอด เปลือก ก้านใบ กระพี้ ยาง แก่น ราก ใบ ผล ต้น เปลือกราก น้ำมันจากเมล็ด

สรรพคุณ :
ดอก ยอดอ่อน  –  แก้พิษโลหิต กำเดา แก้ริดสีดวงในลำคอ คันดุจมีตัวไต่อยู่ บำรุงธาตุ ขับลม ใช้เป็นอาหารผักได้ดี
ผลอ่อน – ถ่ายพยาธิ แก้ริดสีดวง แก้ปัสสาวะพิการ
เปลือกต้น – แก้ไข้ เจริญอาหาร แก้ท้องเดิน บิดมูกเลือด
ก้านใบ – แก้ไข้ ทำยารักษาไข้มาลาเรีย
กระพี้ – แก้ถุงน้ำดีอักเสบ
ยาง – ดับพิษร้อน
แก่น – แก้อาเจียน ขับเสมหะ
ราก – แก้โรคผิวหนัง แก้เสมหะ ซึ่งเกาะแน่นอยู่ในทรวงอก
ใบ,ผล – ใช้เป็นยาฆ่าแมลง บำรุงธาตุ
ผล มีสารรสขม – ใช้เป็นยาถ่ายพยาธิ และยาระบาย แก้โรคหัวใจเดินผิดปกติ
เปลือกราก – เป็นยาฝาดสมาน แก้ไข้ ทำให้อาเจียน แก้โรคผิวหนัง
น้ำมันจากเมล็ด – ใช้รักษาโรคผิวหนัง และยาฆ่าแมลง

วิธีและปริมาณที่ใช้ :

เป็นยาขมเจริญอาหาร
ช่อดอกไม่จำกัด ลวกน้ำร้อน จิ้มน้ำปลาหวาน หรือน้ำพริก หรือใช้เปลือกสด ประมาณ 1 ฝ่ามือ ต้มน้ำ 2 ถ้วยแก้ว รับประทานครั้งละ 1/2 ถ้วยแก้ว

ใช้เป็นยาฆ่าแมลง
สะเดาให้สารสกัดชื่อ Azadirachtin ใช้ฆ่าแมลงโดยสูตร สะเดาสด 4 กิโลกรัม ข่าแก่ 4 กิโลกรัม  ตะไคร้หอม 4 กิโลกรัม นำแต่ละอย่างมาบดหรือตำให้ละเอียด หมักกับน้ำ 20 ลิตร 1 คืน นำน้ำยาที่กรองได้มา 1 ลิตร ผสมน้ำ 200 ลิตร ใช้ฉีดฆ่าแมลงในสวนผลไม้ และสวนผักได้ดี โดยไม่มีพิษและอันตราย

“นีม (Neem)” ก็คือ “สะเดา” นั่นเอง
สะเดาเป็นหนึ่งในพืชที่เป็นที่ต้องการและให้ประโยชน์แก่ผู้คนบนโลกแทบทุกคน แต่ละส่วนของนีมมีประโยชน์ทางยาทั้งนั้น และถูกนำมาใช้ในการแพทย์แผนโบราณของอินเดีย “อายุรเวช” มากว่า 4000 ปีมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นยารักษาโรคต่างๆ ยาไล่แมลง และเครื่องสำอาง เป็นต้น

ชาวอินเดียใช้กิ่งอ่อนของต้นสะเดาแทนแปรงสีฟัน ผลต้นสะเดายังมีประโยชน์ในการผลิตก๊าซมีเธน เปลือกต้นสะเดายังมีแทนนินซึ่งใช้ในการย้อมสี ทางใต้ของอินเดียลำต้นสะเดายังใช้ทำเฟอร์นิเจอร์ด้วย เปลือกมีเส้นใยที่ใช้ฟั่นเป็นเชือกได้ และยังถือกันว่าสะเดาเป็นต้นไม้ที่มีประโยชน์ในการฟื้นฟูดินอีกด้วย

ลองมาดูที่เขาลิสต์กันออกมาว่าสะเดาใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง 

• โรคเอดส์ (AIDS ) มีรายงานจาก The National Institutes of Health ว่ายาที่ใช้ป้องกันและอาจรักษาโรคเอดส์ได้นั้นสกัดจากต้นสะเดา

• โรคภูมิแพ้ (Allergies) นีมช่วยยับยั้งการเกิดภูมิแพ้ เมื่อใช้รับประทานหรือเป็นยาภายนอก

• คุมกำเนิดในผู้ชาย (Birth control -men)  ในอินเดียและสหรัฐอเมริกา ผลการทดลองแสดงให้เห็นว่าสารสกัดจากสะเดากช่วยลดการเจริญพันธุ์ของลิงตัวผู้โดยไม่ลดสมรรถภาพทางเพศหรือการผลิตสเปิร์ม ซึ่งได้ทำเป็นยาเม็ดคุมกำเนิดสำหรับผู้ชายเป็นครั้งแรก

• คุมกำเนิดในผู้หญิง (Birth control – women) ใช้เป็นสารหล่อลื่นในช่องคลอด น้ำมันสะเดาให้ประสิทธิภาพในการป้องกันการตั้งครรภ์

• โรคมะเร็ง/ภูมิแพ้ (Cancer/immune) สาร Polysaccharides และ limonoids ที่พบในเปลือก ใบ และเมล็ดน้ำมันของต้นสะเดาช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน และลดเนื้องอกและมะเร็งโดยไม่มีผลข้างเคียง

• โรคเบาหวาน (Diabetes) ปริมาณยาที่รับประทานที่สกัดจากใบของต้นสะเดาจะช่วยลดความต้องการอินซูลินระหว่าง 30%-50%

• พยาธิภายนอก (External parasites) สะเดายังช่วยทำลายพยาธิภายนอกอย่างรวดเร็ว ยาที่สกัดจากสะเดายังปลอดภัยกว่า และมีประสิทธิภาพเท่าๆ กับยามาตรฐานทั่วไปที่รักษาหิดและเหา

• โรคหัวใจ (Heart disease) นีมช่วยยับยั้งการแข็งตัวของเลือด บรรเทาการเต้นของหัวใจที่ไม่ปกติ และช่วยลดอัตราการเต้นของหัวใจและความดันโลหิตสูง

• โรคเริม (Herpes) การทดลองเมื่อไม่นานมานี้ในประเทศเยอรมันแสดงให้เห็นว่า สารสกัดจากสะเดาช่วยทำลายไวรัสโรคเริมและรักษาแผลที่เกิดจากไวรัสเริมได้อย่างรวดเร็ว

• ไวรัสตับอักเสบ (Hepatitis) ผลการทดสอบในสหรัฐอเมริกาแสดงให้เห็นว่าสะเดาช่วยยับยั้งไวรัสที่เป็นสาเหตุของไวรัสตับอักเสบชนิด B ได้

• พิษจากเชื้อรา (Fungal toxin) สะเดามีผลต่อต้านเชื้อราทีุ่คุกคามมนุษย์ รวมทั้งเชื้ัอราที่เป็นสาเหตุของเชื้อราที่เท้า กลาก และโรคผิวหนังจากเชื้อรา Candida

• ยาไล่แมลง (Insect repellent) จากการศึกษาแสดงให้เห็นว่าสะเดามีฤทธิ์ในการไล่แมลงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าสารเคมีสังเคราะห์ที่ใช้กันทั่วไปที่เรียกว่า DEET ซึ่งอาจก่อให้เกิดมะเร็งได้ถ้าใช้ในระยะเวลายาวนาน

• ยาฆ่าแมลง (Insecticide) สารที่สกัดจากสะเดาได้พิสูจน์จากหน่วยงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมของสหรัฐอเมริกาแล้วว่า สามารถใช้ประโยชน์ได้กับธัญพืชอาหารต่างๆ เพราะไม่ีเป็นพิษต่อนก สัตว์ แมลงที่มีประโยชน์ หรือมนุษย์ ช่วยป้องกันธัญพืชจากแมลงที่มารบกวนกว่า 200 ชนิด

• โรคไข้มาลาเรีย (Malaria) ส่วนผสมสำคัญในใบสะเดาที่เรียกว่า irodin A ช่วยต้านทานมาลาเรีย

• โรคสะเก็ดเงิน (Psoriasis) สารที่สกัดใบสะเดาและน้ำมันจากเมล็ดสะเดาช่วยรักษาโรคสะเก็ดเงินได้ ซึ่งช่วยบรรเทาอาการคันและปวด ขณะเดียวกันก็ช่วยลดผื่นแดงนูนให้น้อยลง

• โรคเหงือกอักเสบ (Periodontal disease) นักวิจัยจากประเทศเยอรมันได้พิสูจน์แล้วว่าสารที่สกัดจากสะเดาช่วยป้องกันฟันผุและโรคเหงือกอักเสบได้

• สบู่/แชมพู (Soap/Shampoo) สบู่น้ำมันสะเดาสามารถใช้รักษาโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ได้

• บรรเทาแผลอักเสบ (Ulcer relief) สารสกัดจากสะเดาให้การป้องกัน ความอึดอัดและรักษาปัญหาเกี่ยวกับกระเพาะ

ข้อมูลจาก กลุ่มส่งเสริมการผลิตและการจัดการผลผลิต สำนักงานเกษตรจังหวัดนนทบุรี บอกไว้ว่า ประสิทธิภาพของสารสะเดาต่อแมลงศัตรูพืช แบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม คือ

1. ใช้สารสกัดสะเดาได้ผลดี เช่น หนอน กระทู้ผัก หนอนหลอดหอม หนอนใยผัก หนอนม้วนใบ หนอนชอนใบ เพลี้ยจักจั่นฝ้าย หนอน กระทู้หอม เพลี้ยอ่อน เพลี้ยไก่แจ้ หนอนแก้วส้ม หนอนผีเสื้อหัวกะโหลก

2. ใช้สารสะเดาได้ผลปานกลาง เช่น หนอนเจาะฝักถั่ว หนอนเจาะสมอฝ้าย หนอนเจาะดอกมะลิ หนอนแมลงวันเจาะต้นถั่ว หนอนเจาะยอดและผลมะเขือเทศ หนอนเจาะยอดคะน้า และแมลงหวี่ขาวยาสูบ

3. ใช้สารสะเดาไม่ได้ผล เช่น เพลี้ยไฟ มวนแดง มวนเขียว หมัดกระโดด เต่าแตงแดง เต่าแตงดำ ด้วงกุหลาบ และแมลงปีกแข็งอีกหลายชนิด

สำหรับการใช้สารสะเดาเพื่อควบคุมแมลงศัตรูพืชนั้น สามารถใช้ได้หลายทาง คือ การใช้ทางดิน ตัวอย่างเช่น

1. ควบคุมตัวอ่อนด้วงหมัดผักในพืชตระกูลกะหล่ำ เช่น ผักกาดหัว คะน้า กะหล่ำดอก กวางตุ้ง เป็นต้น ให้หว่านเมล็ดสะเดาบดแห้ง หลัง ย้ายกล้าหรือหลังงอก 7-10 วัน อัตรา 20-25 กก. ต่อไร่ หรือโรยรอบโคนต้น อัตรา 2.5-3 กรัมต่อหลุม

2. ควบคุมหนอนแมลงวันเจาะโคนต้นถั่ว ในถั่วฝักยาว ถั่วเหลือง ถั่วแระญี่ปุ่น ถั่วแขก ถั่วพู เป็นต้น ให้หว่านเมล็ดสะเดาบดแห้ง หลังจากถั่วงอกพ้นดิน 7-10 วัน อัตรา 10 หรือ 15 กก. ต่อไร่ หรือ 5 กรัมต่อหลุม

3. ควบคุมหนอนกระทู้ผักในแปลงหน่อไม้ฝรั่ง ให้โรยเมล็ดสะเดาบดรอบกอ อัตรา 5 กรัมต่อกอ ทุก 45-60 วัน

การหยอดยอด ใช้เมล็ดสะเดาบดแห้ง ผสมทรายหรือดินหรือขี้เลื่อยอัตราส่วน 1 : 1 โดยปริมาณ เพื่อควบคุมหนอนเจาะลำต้นข้าวโพดที่อาศัยหลบซ่อนบริเวณส่วนยอดในใบรูปกรวย แบ่งการหยอดเป็น 2 ครั้ง คือ ครั้งแรก เมื่อข้าวโพดอายุ 3-4 สัปดาห์ อัตรา 1 กรัมต่อยอด หรือ 8 กิโลกรัมต่อไร่ และหยอดอีกครั้งก่อนข้าวโพดออกดอกตัวผู้ในอัตราเดียวกัน

การพ่น นำเมล็ดสะเดาบด จำนวน 1 กิโลกรัม ห่อด้วยถุงผ้าแช่ในน้ำ 20 ลิตร ทิ้งไว้ ประมาณ 12 ชั่วโมง กวนเป็นครั้งคราว นำน้ำที่ผ่านการกรองแล้วไปผสมสารจับใบ พ่นที่ต้นพืชได้ทันที ทุก 5-7 วัน จนถึงใกล้เก็บเกี่ยว สามารถ ป้องกันกำจัดเพลี้ยอ่อน เพลี้ยจักจั่น เต่าแตงแดง และดำ หนอนใยผัก หนอนหลอดหอม หนอนกระทู้ผัก หนอนคืบ หนอนแก้วส้ม หนอนเจาะฝักและผลได้

ข้อจำกัดของการใช้สารสกัดจากสะเดา

1. สารสกัดจากสะเดาไม่สามารถฆ่าแมลงได้ทุกชนิด โดยเฉพาะที่อยู่ในระยะตัวเต็มวัย

2. ในช่วงที่เกิดการระบาดรุนแรง การใช้สารสกัดสะเดาเพียงอย่างเดียวไม่สามารถลดความเสียหายได้ทันทีเนื่องจาก สะเดาไม่สามารถฆ่าแมลงได้ตายทันทีเหมือนสารเคมี

3. สารสกัดจากสะเดา สลายตัวอ่อนค่อนข้างไว ดังนั้นช่วงระยะเวลาในการฉีดพ่นจึงสั้นลงประมาณ 5-7 วันต่อครั้ง แต่ถ้าฉีดพ่นในโรงเก็บ ไม่ถูกแสงแดดสามารถออกฤทธิ์ป้องกันกำจัดแมลงได้อย่างน้อย 3 สัปดาห์

การสกัดสารจากผลสะเดาที่ได้จากผลแห้งเพื่อใช้เอง 
ให้นำผงสะเดาที่ ได้จากการบดผลสะเดาแห้ง จํานวน 10 กิโลกรัม ใส่ในภาชนะบรรจุ เติมนํ้าให้ท่วมประมาณ 200 ลิตร (ผงสะเดา 1 กิโลกรัมต่อน้ำ 20 ลิตร) แช่ไว้นานประมาณ 24 ชั่วโมง ในระหว่างการแช่นํ้า อาจใช้ไม้ยาวกวนให้ผลสะเดารวมกับน้ำเป็นครั้งคราว เมื่อครบกําหนดเวลาจึงกรองนํ้ายาผ่านตาข่ายพลาสติกสีเขียว ในกรณีที่ใช้เครื่องพ่นสูบโยกที่ใช้แรงคน เกษตรกรบางรายที่ต้องการประหยัดผงสะเดา อาจแช่ครั้งแรกประมาณ 3 ชั่วโมงจึงกรองนํ้ายาออก จากนั้นเติมนํ้าลงไปในกากสะเดาใหม่ แต่ใช้นํ้าน้อยลง อาจเป็น 100-150 ลิตร แช่ไว้ประมาณ 24 ชั่วโมง จึงกรองนํ้ายาไปใช้ นอกจากนั้น เกษตรกรอาจใช้แอลกอฮอล์ร่วมสกัดโดยการนําผงสะเดาที่รู้นํ้าหนักแล้ว บรรจุในภาชนะที่มีฝาปิดสนิท เติมเมทิลแอลกอฮอล์ให้ท่วมผงสะเดา จะแช่ไว้นานเท่าใดก็ได้ แต่อย่างน้อยควรนานกว่า 1 วัน จากนั้นนําผลสะเดาที่แช่ในแอลกอฮอล์ไปแช่ในนํ้า โดยคิดอัตราส่วน ผงสะเดา 1 กิโลกรัม (ไม่รวม นํ้าหนักของแอลกอฮอล์) ต่อนํ้า 20 ลิตร แช่ในนํ้าเป็นเวลาประมาณ 2 ชั่วโมง จึงกรองเหมือนวิธีเดิม

ที่มา
http://www.rspg.or.th/plants_data/herbs/herbs_09_15.htm
http://learningpune.com/?p=6160

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *