ประโยชน์ของฟักทอง

อาหารเพื่อสุขภาพ

ฟักทองเป็นพืชที่สามารถปลูกทั่วไปได้ในทุกพื้นที่ โดยมีแหล่งที่มาซึ่งหลายคนอาจจะยังไม่ทราบก็คือ “ทวีปอเมริกา” จนได้มีการขยายพันธุ์ไปทั่วโลกรวมทั้งพื้นที่ในประเทศไทย ซึ่งเราจะมาบอกข้อมูลเกี่ยวกับฟักทองให้คุณได้รู้จักลักษณะและสรรพคุณที่น่าสนใจ เพื่อนำไปรับประทานบำรุงสุขภาพให้แข็งแรงกัน

ลักษณะของฟักทอง

ในช่วงที่ผลฟักทองยังไม่สุกมากจะมีเปลือกสีเขียว แต่เมื่อผลสุกแล้วเปลือกภายนอกจะมีการเปลี่ยนสีเป็นสีเขียวผสมกับสีเหลือง ผิวค่อนข้างไม่เรียบและแข็ง ส่วนเนื้อข้างในจะมีสีเหลืองอมส้มและนิ่ม ทำให้ผู้คนนิยมนำเนื้อฟักทองไปปรุงอาหาร ตั้งแต่อาหารว่าง อาหารคาว และอาหารหวาน นอกจากนี้ยังมีส่วนที่เป็นเมล็ดสีขาว ลักษณะทรงแบน และรับประทานได้เช่นกัน

สารอาหารหรือสารสำคัญที่พบในฟักทอง

เปลือกและเนื้อในฟักทองประกอบไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุมากมาย โดยเฉพาะฟอสฟอรัส แคลเซียม แมกนีเซียมและธาตุเหล็ก ซึ่งเป็นสารสำคัญที่ร่างกายของทุกคนต้องการเพื่อช่วยบำรุงสุขภาพ จึงไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดผู้คนถึงนิยมรับประทานและขยายพันธุ์ทั่วโลกกันเลยทีเดียว

ประโยชน์ด้านสุขภาพที่ได้จากฟักทอง

  1. ลดปัญหาสายตาถูกทำลาย โดยเฉพาะคนที่ใช้สายตาจ้องหน้าจอสมาร์ทโฟนเป็นเวลานาน ๆ แต่เนื่องจากในฟักทองมีวิตามินเอก็จะช่วยบำรุงสายตาได้
  2. ป้องกันไม่ให้มีน้ำหนักเพิ่มขึ้น ให้พลังงานและไขมันต่ำ ซึ่งการรับประทานฟักทองแค่เพียงถ้วยเดียวจะช่วยให้รู้สึกอิ่มนานขึ้น ไม่หิวบ่อย ทำให้มีรูปร่างสมส่วนได้
  3. ลดริ้วรอย เน้นในเรื่องผิวพรรณของคนวัย 30 ปีขึ้นไป หากรับประทานฟักทองเป็นประจำจะช่วยลดปัญหานี้ได้เพราะมีสารแคโรทีนอยด์ที่ช่วยป้องกันไม่ให้ผิวถูกทำลายจากสารอนุมูลอิสระ จึงช่วยชะลอความแก่ชรา ทำให้ร่างกายเสื่อมตัวช้าลง และดูอ่อนเยาว์กว่าวัย
  4. อารมณ์มีความสมดุล สารสำคัญในฟักทองจะช่วยลดความเครียด ทำให้อารมณ์ดีหรือเกิดความรู้สึกผ่อนคลายได้
  5. แก้อาการนอนไม่หลับ แร่ธาตุสังกะสีในเมล็ดฟักทองมีหน้าที่ช่วยควบคุมฮอร์โมนเมลาโทนิน ซึ่งมีคุณสมบัติเพิ่มประสิทธิภาพในการนอนหลับ โดยสามารถสังเกตได้เมื่อตื่นยามเช้าจะรู้สึกสดใสและกระปรี้กระเปร่า
  6. ห่างไกลต่อมลูกหมากโตในผู้ชาย ลดปัญหาปัสสาวะยากและความเสี่ยงต่อโรคต่อมลูกหมากโต หากต้องการให้มีประสิทธิภาพดีขึ้น ควรรับประทานสารสกัดจากเมล็ดฟักทองในปริมาณวันละ 10 กรัม

การับประทานฟักทองไม่ใช่แค่ให้ประโยชน์ต่อร่างกายเพียงอย่างเดียว แต่มีสิ่งที่ควรระวังบ้างเล็กน้อยคือไม่ควรรับประทานปริมาณมากเกินไป เพราะจะส่งผลให้เกิดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ และไม่สบายท้องจนไปรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน ดังนั้นวิธีรับประทานที่ดีที่สุดนั้นหมายถึงปริมาณที่พอเหมาะกับร่างกาย โดยไม่มากหรือไม่น้อยเกินไปนั่นเอง