โรคเริม ไวรัสที่เราไม่ควรมองข้าม

โรคติดเชื้อ

ในร่างกายมนุษย์นั้น น่ามหัศจรรย์ยิ่งนัก เพราะมนุษย์เป็นนักสะสมตัวยง นั่นคือสะสมเชื้อโรคต่างๆไว้ในร่างกายมากมาย สาเหตุของการเกิดโรคระบาดในมนุษย์นั้นก็เนื่องจากพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในการดำรงชีวิตของมนุษย์ บางคนถ้าร่างกายแข็งแรงเชื้อจะสะสมในร่างกายไม่แสดงอาการจึงไม่สามารถแพร่เชื้อไปยังผู้อื่นได้  แต่วันใดที่ร่างกายอ่อนแอเชื้อโรคที่อยู่ในร่างกายของมนุษย์นั้นจะแสดงอาการออกมาอย่างเด่นชัดจนเข้าสู่ระยะการแพร่กระจาย จึงทำให้แพร่เชื้อไปยังผู้อื่นจนเกิดโรคระบาดขึ้นในที่สุด

โรคเริม(Herpes simplex virus) เกิดจากเชื้อไวรัส และไม่สามารถกำจัดเชื้อไวรัสเริมได้เด็ดขาด แต่เชื้อจะมีระยะพักตัว ซึ่งมักพักตัวอยู่ในเส้นประสาท ทำให้เกิดเป็นๆ หายๆ แล้วแต่บุคคลซึ่งขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ ตามสาเหตุของการเกิดโรค โรคเริมมีความคล้ายกันกับโรค งูสวัด และ ร้อนใน  

อาการ   2-3 วัน หลังจากได้รับเชื้อจะมีอาการปวดแสบปวดร้อน ระคายเคืองบริเวณที่จะเกิดตุ่มแผล และอาจมีอาการปวดศีรษะ เป็นไข้ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ หลังจากนั้น 10 วัน จะมีตุ่มน้ำใสๆและเจ็บมาก

อาการแทรกซ้อนของโรคเริม  ไม่ว่าจะเป็นเริมที่ปากหรืออวัยวะเพศ หากไม่ได้รับการดูแลที่ถูกต้องก็อาจทำให้ลุกลามไปยังอวัยวะอื่นๆ เช่น การติดเชื้อที่บริเวณดวงตาอาจทำให้ตาบอดได้  การติดเชื้อที่สมองอาจทำให้สมองอักเสบแต่เกิดได้น้อยมาก ในกลุ่มหญิงมีครรภ์ที่ติดเชื้อเริมบริเวณอวัยวะเพศและแสดงอาการในช่วง 3 เดือนสุดท้ายก่อนคลอดเด็กในครรภ์มีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อโรคเริมได้ทั้งชนิดที่ 1 และชนิดที่ 2 ในขณะคลอดและอาจเป็นสาเหตุให้ทารกเสียชีวิตได้ในที่สุด

โรคเริม แบ่งเป็น 2 ชนิด คือ

  1. โรคเริมชนิดที่ 1( HSV-I )ทำให้เกิดแผลบริเวณริมฝีปากทั้งบนและล่าง หรือในช่องปาก หรือบริเวณใดก็ได้เหนือสะดือ พบทั้งเด็กและผู้ใหญ่
  2. โรคเริมชนิดที่ 2 (HSV-II) ทำให้เกิดโรคเริมบริเวณอวัยวะเพศของทั้งชายและหญิง

ภาพ: โรคเริมชนิดที่ 1( HSV-I )

การติดต่อ  ทางการสัมผัสโดยตรงหรือการใช้สิ่งของร่วมกันเช่น  แก้วน้ำ ผ้าเช็ดตัว ช้อน การจูบกันและติดต่อทางเพศสัมพันธ์

การป้องกัน ไม่ใช้สิ่งของร่วมกันและใช้ถุงยางอนามัยเมื่อทราบว่าคู่นอนเป็นโรคเริม

สาเหตุของการเกิดโรค  การนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ, ความเครียด วิตกกังวล, ความเจ็บป่วย ช่วงที่สุขภาพอ่อนแอ ทรุดโทรม ไม่ค่อยสบาย, อากาศร้อน แสงแดด, ภูมิคุ้มกันต่ำ

การตรวจทางห้องปฏิบัติการ ตรวจหาแอนติบอดีชนิด IgM ของเชื้อไวรัสด้วยวิธี ELISA, ตรวจหาสารพันธุกรรม ด้วยวิธี PCR

“ดังนั้น เราจึงควรดูแลสุขภาพร่างกายของเราให้แข็งแรงอยู่เสมอโดยการออกกำลังกาย กินอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย หากร่างกายแข็งแรงจะลดการเกิดโรคเริมซ้ำและลดการติดเชื้อได้”