อาหาร “ปิ้งย่าง” เสี่ยง “มะเร็งเต้านม” หลังพบแนวโน้มหญิงไทยป่วยมะเร็งเพิ่มขึ้น

มะเร็ง ระบบสืบพันธุ์เพศหญิง

ต้องยอมรับว่าไลฟ์สไตล์ของคนยุคนี้เปลี่ยนแปลงไปตามสมัยรับกระแสเทรนด์ใหม่ ๆ ที่เข้ามา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกิน เรื่องเที่ยว ความงาม สุขภาพ โดยเฉพาะอาหารฟ้าสต์ฟู้ดที่หากินได้ง่าย สะดวก รวดเร็วทันใจ และมักจะเป็นตัวเลือกอันดับต้น ๆ บางคนกินแบบจำเจซ้ำซากทุกมื้อ ๆ ติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน

โดยพฤติกรรมนี้สอดคล้องกับปัจจัยเสี่ยงที่มีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคที่ทุกคนกลัว “มะเร็งเต้านม”

พลโท รศ.นพ.วิชัย วาสนสิริ นายกสมาคมโรคเต้านมแห่งประเทศไทย หัวหน้าศูนย์มะเร็งเต้านม รพ.จุฬาภรณ์ และที่ปรึกษาหน่วยศัลยศาสตร์มะเร็ง รพ.พระมงกุฎเกล้า ให้สัมภาษณ์ในงานประชุมมะเร็งเต้านมภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 2019 ครั้งที่ 4 ว่า จริง ๆ การกินอาหารซ้ำซาก เมนูเดิม ๆ จำพวกปิ้งย่างจะมีคุณสมบัติเป็นสารก่อมะเร็ง โดยหลักการกินอาหาร คือ ถ้าเรารู้ว่าอาหารตัวไหนยับยั้งมะเร็งได้ หมอจะแนะนำให้กิน แต่ที่แน่ ๆ คือเรารู้ว่าโทษอันหนึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง เช่น หมูกระทะปิ้งย่างจนเกรียม อาหารเหล่านี้อย่ากินซ้ำซาก เพราะกว่าสารก่อมะเร็งจะสะสมใช้เวลานาน 10-20 ปี หรือแม้แต่ไม่ได้กิน เพียงเป็นคนปิ้งที่สูดควันเข้าไปก็มีโอกาสเสี่ยงเป็นมะเร็งปอดได้ ฉะนั้นควรกินให้หลากหลาย

จากข้อมูลล่าสุดเป็นเรื่องที่จะต้องสร้าง “ความตระหนักรู้” ต่อสถานการณ์โรคมะเร็งเต้านมในประเทศไทย เพราะคุณหมอวิชัย ชี้ให้เห็นตัวเลขว่า ขณะนี้หญิงไทยในจำนวน 1 แสนคน จะพบป่วยเป็นโรคมะเร็งเต้านมมากถึง 30 คน เมื่อเทียบกับต่างประเทศอยู่ที่ 150-200 คนก็ถือว่ายังน้อย แต่ถ้าเทียบกับในอดีตที่แต่ก่อนพบ 15-20 คน อีกทั้งยังเป็นมะเร็งที่พบบ่อยที่สุดในผู้หญิงไทย ซึ่งตอนนี้แซงหน้ามะเร็งปากมดลูกแล้ว

สาเหตุจริง ๆ คุณหมอวิชัย บอกว่า ยังไม่ทราบ แต่เชื่อว่ามลพิษจากสิ่งแวดล้อมกับการใช้ชีวิตเป็นปัจจัยสำคัญ ในเขตนิคมอุตสาหกรรม เช่น ระยอง จันทบุรี และชลบุรี หรือแถบฝั่งตะวันออกมักจะพบมาก แต่ก็ เป็นเพียงการเก็บสถิติเท่านั้น ขณะที่ในเขตกรุงเทพฯ ตรวจเจอมากถึง 25-27 คนใน 1 แสนคน ใกล้เคียง ขอนแก่นและเชียงใหม่ อุบัติการณ์สูงกว่าที่อื่นเพราะเป็นเขตเมือง ชีวิตที่เปลี่ยนไปแบบตะวันตกมากขึ้น
แต่ว่าอย่าเพิ่งถอดใจไป…มะเร็งเต้านมตรวจพบเร็ว รักษาไว โอกาสหายก็มากขึ้น 

ในอดีตผู้ป่วยมักจะรอให้เป็นมาก ๆ มีอาการแล้วค่อยมารักษา เพราะโรคนี้เป็นในระยะต้นแล้วไม่เจ็บ ทีนี้เราจะตรวจอย่างไร วิธีการคือคัดกรองด้วย “แมมโมแกรม” (Mammogram) หลังอายุ 40-50 ปี ในประเทศอังกฤษจะตรวจคัดกรอง 3 ครั้งต่อปี ตั้งแต่อายุ 50 ปีขึ้นไปโดยรัฐบาลเป็นผู้จ่าย ขณะที่อเมริกาจะตรวจ 1 ครั้งต่อปี ตั้งแต่อายุ 40 ปี ส่วนใหญ่บริษัทประกันเป็นผู้จ่าย พูดง่าย ๆ ก็คือ…การตรวจคัดกรองมีค่าใช้จ่าย

คำถามที่ว่า “ไทยทำไมไม่ทำแบบนั้นบ้าง” ในความเป็นจริงแล้วหลักการตรวจคือ
1.โรคที่ตรวจคัดกรองได้ต้องเป็นปัญหาของประเทศนั้น ซึ่งมะเร็งเต้านมเป็นปัญหาแล้ว
2.ถ้าพบว่าระยะแรกของโรค เมื่อทำการรักษาแล้วทำให้โอกาสอยู่รอดเพิ่มขึ้น จึงจะตรวจคัดกรองได้ และ
3.วิธีตรวจคัดกรองเชื่อถือได้และคุ้มราคา

แต่ปัญหาคือบางจังหวัดของไทย “ยังไม่มีเครื่องแมมโมแกรม” และข้อจำกัดเรื่องค่าใช้จ่ายในการตรวจ ถ้าของรัฐบาลประมาณ 2,000 บาท เอกชน 4,000 บาท ดังนั้นใน 1 แสนคน อาจจะต้องใช้เงินตรวจคัดกรองอย่างต่ำ 200 ล้านบาท เพื่อหาผู้ป่วย 30 คน ซึ่งราคานี้ยังไม่ได้เริ่มรักษาเลย อีกทั้งไทยเราไม่มีการคัดกรองเป็นภาคบังคับ มีเพียงภาคอาสาเข้าไปตรวจเอง ส่วนใหญ่ก็จะเป็นคนในเขตเมือง

นอกจากนี้ยังพบความเชื่อผิด ๆ “เครื่องแมมโมแกรมที่บีบ ๆ จะกระตุ้นทำให้เป็นมะเร็ง” หรือ “ระวังรังสีที่แผ่ออกมาจากเครื่อง ทำให้เกิดมะเร็งได้” ทั้งนี้คุณหมอวิชัย ให้ความรู้เสริมว่า รังสีที่ได้รับไม่ได้มาก ถ้าเทียบกับการขึ้นเครื่องบินไปกลับ กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ เราโดนรังสีเหนือพื้นดิน เท่ากับทำแมมโมแกรม 1 ครั้ง ฉะนั้นบ้านเราจึงมีวิธีการตรวจด้วยตัวเอง และบุคลากรทางการแพทย์ แต่จะต้องกระตุ้นให้หญิงไทยตระหนักรู้…พบเร็วรีบมารักษา เพราะบางท่านดีใจขนาดหน้าอกใหญ่ขึ้น แต่หารู้ไม่ว่าเป็นมะเร็งเต้านม

“เราพบคนที่ฐานะดีเป็นมะเร็งมากกว่าคนที่กินอยู่แบบง่าย ๆ เพราะการกินดีอยู่ดี หมายรวมถึงไลฟ์สไตล์ กินอาหารขยะมากขึ้น อีกอย่างคือต่างประเทศเจอคนป่วยอายุมากเป็นมะเร็ง (55 ปีขึ้นไป) เพราะอายุยิ่งมากยิ่งเป็น แต่บ้านเราเป็นตั้งแต่ 40-45 ปี และแถบเอเชียจะคล้าย ๆ กันเกือบหมด ทั้งจีน ญี่ปุ่น มาเลเซีย ไต้หวัน”  นายกสมาคมโรคเต้านมฯ กล่าว

ปัจจุบันมะเร็งเต้านมมีโอกาสหายมากขึ้น แต่ในระยะที่ 4 ซึ่งเป็นระยะแพร่กระจาย สมัยก่อนมีโอกาสอยู่ได้ไม่เกิน 5 ปี พบเพียง 10% แต่สมัยนี้เพิ่มเป็น 30-40% และในอนาคตน่าจะสูงขึ้น เพราะปัจจุบันมียาใหม่ ๆ เข้ามามาก เช่น ยาพุ่งเป้า (Targeted Therapy) หรือยาที่เกี่ยวกับภูมิต้านทาน แต่ปัญหาคือราคาที่ค่อนข้างสูง

อีกเรื่องที่จะต้องพูดถึง “…กัญชา” คุณหมอวิชัย แนะนำว่า กัญชาเหมาะกับผู้ป่วยมะเร็งที่อยากจะบรรเทาอาการ เช่น มะเร็งระยะสุดท้ายที่ทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น กินอาหารได้ นอนหลับ อารมณ์ดี และไม่ค่อยทรมาน แต่ที่โฆษณาว่า “กัญชาฆ่ามะเร็ง…ยังคงเป็นเรื่องไม่จริง!” ฉะนั้นไม่ว่าจะป่วยด้วยมะเร็งชนิดไหนก็ตาม รักษาแผนปัจจุบันเสียก่อน หากระหว่างให้ยาเคมีแล้วมีผลข้างเคียง จะทดลองใช้กัญชา 2-3 หยดก็ไม่ว่ากัน แต่ต้องใช้ให้ถูกต้อง ไม่ใช่เจอมะเร็งแล้วพุ่งไปที่กัญชาทันที เพราะอาจจะเสียโอกาสหายจากโรค.
………………………………..
คอลัมน์ : Healthy Clean
โดย “ทวีลาภ บวกทอง”  https://www.dailynews.co.th/article/733220

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *