โรคซึมเศร้า… ภัยเงียบใกล้ตัวของคนยุคดิจิตอล

สุขภาพจิต

คุณกำลังป่วยเป็นโรคฮิตหรือแค่คิดไปเอง?

ในสังคมยุคปัจจุบันคำว่า ‘ซึมเศร้า’ แทบจะเป็นคีย์เวิร์ดที่ไม่มีใครไม่รู้จัก แต่จะมีสักกี่คนที่เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าผู้ป่วยกลุ่มนี้ต้องเผชิญกับอะไรบ้าง เพราะโรคซึมเศร้าไม่มีบาดแผลแสดงให้เห็นถึงความเจ็บปวด ไม่มีเลือดออกท่วมตัวให้รู้ว่าผู้ป่วยรายนั้นกำลังใกล้ตาย ไม่มีระยะฟันธงว่าจะอยู่ได้อีกกี่เดือนเพื่อให้ญาติทำใจ และไร้ซึ่งการการันตีจากแพทย์ผู้รักษาว่ามันจะหายถาวร เพียงแต่รู้ต่อ ๆ กันมาว่าเป็นโรคเครียด มีอาการซึมเศร้า เบื่อสังคม ชอบร้องไห้ ไม่อยากมีชีวิตอยู่เพราะแบกรับปัญหาต่าง ๆ ไม่ไหว ทำให้ผู้คนจำนวนมากตั้งคำถามว่า ‘แล้วฉันเข้าข่ายเป็นผู้ป่วยกลุ่มนี้หรือยัง ในเมื่อฉันก็รู้สึกเบื่อ ๆ เซ็ง ๆ รู้สึกเครียดไม่เว้นแต่ละวัน แถมมีเรื่องทุกข์ใจสารพัด อยากจะไปให้พ้นจากตรงนี้หรือหายไปจากโลกนี้เดี๋ยวนี้’ เบื้องต้นหากคุณมีอาการดังต่อไปนี้เกิดขึ้นกับคุณในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา แนะนำให้คุณเข้าพบจิตแพทย์เพื่อขอรับคำปรึกษาและการรักษาลำดับต่อไป

ถ้าอย่างนั้นเรามาตรวจอาการซึมเศร้าของคุณและคนรอบข้างกันว่ามีใครควรได้รับการดูแลจิตใจเป็นพิเศษกันบ้างกับแบบประเมินโรคซึมเศร้า 9 คำถาม (9Q) จากกรมสุขภาพจิต ดังนี้

  1. เบื่อ ไม่สนใจ ไม่อยากทำอะไร
  2. ไม่สบายใจ ซึมเศร้า ท้อแท้
  3. หลับยาก หรือหลับ ๆ ตื่น ๆ หรือ หลับมากเกินไป
  4. เหนื่อยง่าย หรือไม่ค่อยมีแรง
  5. เบื่ออาหาร หรือกินอาหารมากเกินไป
  6. รู้สึกไม่ดีกับตัวเอง คิดว่าตัวเองล้มเหลว หรือทำให้ตนเองหรือครอบครัวผิดหวัง
  7. สมาธิไม่ดีเวลาทำสิ่งต่าง ๆ เช่น ดูโทรทัศน์ ฟังวิทยุ หรือทำงานที่ต้องใช้ความตั้งใจ
  8. พูดช้า ทำอะไรช้าลงจนคนอื่นสังเกตเห็นได้ หรือกระสับกระส่ายไม่สามารถอยู่นิ่งได้เหมือนที่เคยเป็น
  9. คิดทำร้ายตัวเอง หรือคิดว่าถ้าตายไปคงจะดี

ทำความเข้าใจสาเหตุของโรคซึมเศร้า

โรคซึมเศร้าเกิดจากพันธุกรรมส่วนหนึ่ง แต่แนวโน้มที่เห็นชัดเจนก็คือพื้นฐานการเลี้ยงดูภายในครอบครัว สภาพแวดล้อมตั้งแต่เด็กจนโต เช่น การเลี้ยงดูของพ่อแม่ อิทธิพลจากคนใกล้ชิดรอบข้าง สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นตัวปลูกฝังให้ผู้ป่วยมีสภาพจิตใจที่อ่อนไหวง่าย มีนิสัยคิดมาก มองโลกในแง่ลบ มีความกังวลว่าตัวเองจะทำผิดพลาดตลอดเวลา ไม่เป็นที่ยอมรับของครอบครัวเนื่องจากถูกคาดหวังทั้งทางตรงและทางอ้อม ลักษณะการคิดแบบนี้มักเกิดขึ้นซ้ำ ๆ จนกลายเป็นจิตสำนึกย้ำคิดกับตัวเองตลอด ส่งผลให้เกิดภาวะเครียดสะสมแปรสัญญาณเป็นคลื่นไฟฟ้าส่งไปที่สมองทำให้ระบบความคิดแปรปรวนเพราะสารเคมีในสมองทำงานผิดปกติขาดความสมดุล บางครั้งผู้ป่วยซึมเศร้าจึงมีชุดความคิดและพฤติกรรมแตกต่างจากคนทั่วไป

ในกรณีที่ไม่มีปัจจัยใดมากระตุ้นเลยก็อาจเกิดขึ้นกับผู้ป่วยซึมเศร้าได้เหมือนกัน เช่น ผู้ป่วยไม่เคยมีประวัติมีปัญหาภายในครอบครัว ไม่มีเรื่องเครียดเกิดขึ้นมาก่อนแต่เป็นความผิดปกติของสารเคมีในสมองโดยตรง ซึ่งกรณีพบได้น้อยมาก

อาการที่เด่นชัดของผู้ป่วยซึมเศร้า

  1. อารมณ์เปลี่ยนแปลงไปในเชิงลบ กลายเป็นคนเศร้าสร้อย หดหู่ สะเทือนใจง่าย ร้องไห้บ่อยแม้กับเรื่องเล็ก ๆ ก็อ่อนไหว จิตใจหม่นหมอง หน้าตาท่าทางไม่สดชื่นแจ่มใส บางคนเบื่อหน่ายทุกอย่างแม้กระทั่งสิ่งที่ตนเคยชอบมาก ๆ อีกกรณีคือการเปลี่ยนแปลงในเชิงก้าวร้าว มีอารมณ์หงุดหงิดฉุนเฉียวง่าย ขาดความใจเย็น รู้สึกขัดใจไปเสียทุกอย่าง แม้ว่าอีกฝ่ายจะพูดด้วยอย่างสุภาพก็ตาม
  2. ความคิดเปลี่ยนไป คิดตอกย้ำถึงความผิดพลาดล้มเหลวของตนในอดีต และรู้สึกว่าชีวิตตอนนี้แย่มาก ทำอะไรก็แย่ ไม่มีใครช่วยตนได้ทั้งนั้น มีแต่ปัญหาแต่ไม่รู้ว่าปัญหาจริง ๆ คืออะไร หาทางออกให้กับตัวเองไม่ได้ ท้อแท้สิ้นหวัง ไม่กล้าตัดสินใจ กลายเป็นคนลังเลด้วยความกลัว ทำให้สนับสนุนแนวความคิดว่าตัวเองเป็นคนไร้ค่า เป็นภาระของคนอื่น ยิ่งตอกย้ำความรู้สึกท้อแท้ ทรมานจิตใจ เริ่มคิดคิดอยากไปให้พ้นจากสภาพนี้หรือหนีสังคม ต่อมาคิดอยากตายแต่ไม่มีการวางแผนการที่แน่นอน ระยะนี้หากมีเหตุการณ์สะเทือนใจเกิดขึ้นผู้ป่วยมักระบายความอัดอั้นด้วยการทำร้ายร่างกายตัวเอง หรือทำโทษตัวเองเพราะคิดว่าทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็นความผิดของตัวเอง
  3. สมาธิและความจำแย่ลง หลงลืมง่าย โดยเฉพาะกับข้อมูลที่เกิดขึ้นในระยะเวลาสั้น ๆ เช่น เสียบกุญแจบ้านคาไว้ที่ประตู หยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดตัวเลขแต่ไม่นึกไม่ออกว่าตั้งใจโทรหาใคร จิตใจเหม่อลอย ไม่ระมัดระวังตัวเอง ซุ่มซ่าม ดูโทรทัศน์ไม่รู้เรื่องหรือไม่สามารถทนดูโทรทัศน์ได้นาน ๆ อ่านหนังสือได้ไม่เกินหนึ่งหน้า ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง ขาดความละเอียดรอบคอบ เริ่มขอลางานบ่อยขึ้น
  4. อาการทางร่างกาย ที่พบบ่อยคือรู้สึกอ่อนเพลีย ไม่ค่อยมีเรี่ยวแรง เมื่อนำมารวมกับอารมณ์เบื่อหน่ายมักจะทำให้ถูกคนอื่นเข้าใจผิดได้ว่าเป็นคนขี้เกียจ ในส่วนของปัญหาด้านการนอนพบว่าผู้ป่วยมักจะหลับยาก หลับ ๆ ตื่น ๆ บางคนตื่นแต่เช้ามืดแล้วนอนต่อไม่ได้ ทำให้นอนไม่เต็มอิ่ม น้ำหนักลดลงหลายกิโลกรัมใน 1 เดือน นอกจากนี้ยังอาจมีอาการท้องผูก แน่นท้อง ปากคอแห้ง บางคนอาจมีอาการปวดหัวบ่อย ๆ หรือปวดเมื่อยตามตัว
  5. อาการทางด้านจิตใจ พบในผู้ป่วยที่เป็นซึมเศร้าขั้นรุนแรง ได้แก่ อาการหลงผิดหรือประสาทหลอน ที่พบบ่อยคือเห็นภาพหลอนแวบเข้ามาผ่านตา เชื่อว่ามีคนคอยกลั่นแกล้งหรือประสงค์ร้ายต่อตนเอง อาจมีหูแว่วได้ยินเสียงคนพูดคุยด้วย อย่างไรก็ตามอาการเหล่านี้มักเกิดขึ้นเพียงชั่วคราวเท่านั้น เมื่อได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่องอาการเหล่านี้ก็มักทุเลาตาม

พูดถึงการรักษาโรคซึมเศร้า

ช่วงภาวะซึมเศร้าในรายที่มีอาการไม่มาก แพทย์อาจรักษาด้วยการช่วยเหลือชี้แนะให้ผู้ป่วยมองปัญหาต่าง ๆ ด้วยมุมมองใหม่ แนะนำแนวทางในการปรับตัว หรือการหาสิ่งที่ช่วยทำให้จิตใจผ่อนคลายความทุกข์ใจลง ร่วมกับการให้ยาแก้ซึมเศร้าหรือยาคลายกังวลเสริมในช่วงที่เห็นว่าจำเป็น 1 – 2 สัปดาห์ ผู้ป่วยจะอาการดีขึ้นมาก บางคนถึงขั้นบอกว่า ‘ไม่เข้าใจว่าตอนนั้นทำไมถึงรู้สึกเศร้าได้ถึงขนาดนั้น’ แต่หากผู้ป่วยมีอาการหนักต้องใช้ยาแก้ซึมเศร้าก็จะเกิดความยุ่งยากในการรักษามากขึ้น เนื่องจากผู้ป่วยบางรายแพ้ยา หรือไม่ตอบสนองต่อยาตัวนั้น ๆ ซึ่งกว่าจะรู้ผลต้องรอให้ยาปรับสารเคมีในร่างกายนานถึง 2 สัปดาห์เป็นอย่างต่ำ ในผู้ป่วยบางรายก็อาจจะต้องทานยาหลายตัวจนกว่าจะเจอขนานที่เหมาะสม อีกทั้งยังต้องทานยาเสริมตัวอื่นเพื่อลดอาการข้างเคียง เช่น อาการมือสั่น

อย่างไรก็ตามแพทย์ได้ยืนยันแล้วว่าการรับประทานยาแก้ซึมเศร้าอย่างต่อเนื่องตามแพทย์สั่งนั้นได้ผล แม้อาจไม่หายขาดโดยสิ้นเชิงแต่ก็สามารถทำให้ผู้ป่วยดำเนินชีวิตในสังคมได้อย่างปกติ

เคล็ด (ไม่) ลับฉบับคนห่างไกลโรคซึมเศร้า

จริงอยู่ที่สาเหตุส่วนหนึ่งของโรคซึมเศร้ามาจากสภาพแวดล้อมและการเลี้ยงดูจนตกผลึกออกมาเป็นนิสัยช่างหวาดระแวง วิตกกังวล และการโดนกดดันจนบางครั้งไม่อาจได้ทำในสิ่งที่ต้องการกลายเป็นคนเก็บกด แต่ปี 2020 วัฒนธรรมได้ถูกเปลี่ยนให้ผู้คนกล้าแสดงความเป็นตัวเองมากขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเกิดขึ้นมาจากจิตใจที่เข้มแข็ง นั่นแหละเคล็ดลับที่เรากำลังบอกคุณ

  • หากวันนี้คุณเจอเรื่องแย่ ให้คุณรีบนึกถึงเรื่องดี ๆ ขึ้นมาทดแทนจนกว่าจะชนะเรื่องที่ทำให้คุณรู้สึกไม่ดี
  • หลายคนบอกว่าสัตว์เลี้ยงช่วยลดความเศร้าได้เพราะมันเป็นเพื่อนที่ซื่อสัตย์ แต่สุนัขหรือแมวจรจัดก็จงรักภักดิ์ดีต่อคุณที่คอยแวะเวียนไปให้เศษอาหารมันเหมือนกัน แถมยังไม่เป็นภาระให้คุณคอยเป็นห่วงด้วยว่าตอนคุณไปทำงานมันจะนอนเหงาอยู่บ้านไหม
  • การมีสมุดสักเล่มไว้คอยจดเรื่องราวดี ๆ ก็เป็นความคลาสสิกเหมือนกันนะ
  • ก่อนนอนอย่าลืมขอบคุณตัวเองที่ผ่านหนึ่งวันอันหนักหน่วงมาได้อย่างสุดยอด คุณน่ะเก่งที่สุดแล้ว
  • ขอเตือนว่าห้ามเป็นหนี้ หรือผ่อนสินค้าพร้อมกันมากกว่า 1 อย่างโดยเด็ดขาด!
  • ต้องเป็นคนปรับเก่ง ปรับตัวให้เข้ากับบรรยากาศ เข้ากับสถานการณ์ สถานที่ และเวลาให้เหมาะสม
  • หมั่นดูแลสุขภาพร่างกายและจิตใจของตัวเองอยู่เสมอ เลือกทานอาหารที่ดี อยู่ในสังคมที่ดี มีเพื่อนที่พร้อมจะนำพาสิ่งดี ๆ และสร้างสรรค์ค์มาให้กัน

สุดท้ายนี้เมื่อคนใกล้ชิดเป็นโรคซึมเศร้า คุณและเขาควรทำตัวอย่างไรเพื่ออยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข

  1. ให้เกียรติ เคารพซึ่งกันและกัน
  2. พากันออกไปพักผ่อน เปิดหูเปิดตา หรือหากิจกรรมทำร่วมกัน พยายามดึงผู้ป่วยออกจากการอยู่คนเดียว ทั้งนี้ยังคงเว้นระยะให้มีพื้นที่เพื่อให้เขาสร้างสมาธิและดึงสติกลับมา เช่น อาจจะทำการรีโนเวทสวนดอกไม้เล็ก ๆ ข้างบ้านแล้วคุณให้ผู้ป่วยรับผิดชอบปลูกดอกไม้ลงกระถาง ส่วนคุณก็ขุดดินอยู่ใกล้ ๆ คอยให้ความช่วยเหลือบ้าง
  3. เป็นที่รับฟังปัญหาของกันและกัน ขณะเดียวกันก็ลองปรึกษาหรือขอความเห็นจากผู้ป่วยซึมเศร้าดูบ้าง ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องทางการเกินไป เพื่อให้ผู้ป่วยรู้สึกว่าตนเองก็มีคุณค่าและจำเป็นสำหรับครอบครัว
  4. การโอบกอด แม้ไร้ซึ่งสรรเสียงเยินยอ การพูดเอาอกเอาใจ คุณรู้ไหมว่าการกอดคนที่โชคร้ายในวันที่อ่อนล้าให้แน่นที่สุดคือการปลอบประโลมที่ได้ผลดีที่สุด

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *