ยาระบาย แก้อาการท้องผูก หากใช้ผิดประเภทอาจกลายเป็น “ยาไม่ระบาย”

ยาน่ารู้

เคยไหมที่ต้องประสบกับปัญหาอาการท้องผูก ถ่ายไม่ออกหลายวันเป็นระยะเวลาติดต่อกัน คงอึดอัดและทรมานน่าดู บางคนทำแทบทุกวิธีแล้ว ทั้งดื่มน้ำ กินผักผลไม้ ออกกำลังกาย แต่ก็ยังไม่ถ่ายซะที เรามีตัวช่วยที่ดีกว่านั้น นั่นก็คือยาระบายนั่นเอง

ยาระบาย (Laxative Drug) คือยารักษาอาการท้องผูก ถ่ายไม่ออก ทำให้อุจจาระอ่อนนิ่ม หรือช่วยกระตุ้นการทำงานของลำไส้ให้ขับเคลื่อนอุจจาระได้สะดวก มีหลากหลายรูปแบบ ทั้งยาเม็ด ยาน้ำ ยาเหน็บ ยาสวนทวาร ซึ่งจะออกฤทธิ์แตกต่างกันไปตามประเภทของยา ซึ่งใครที่รับประทานยา วิตามิน อาหารเสริม หรือฮอร์โมนบางอย่างอยู่ ก็ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยาระบายทุกครั้ง เพราะอาจมีผลข้างเคียงเกิดขึ้นหลังจากรับประทานคู่กัน หรือไปลดประสิทธิภาพของยาก็เป็นได้

ประเภทของยาระบาย

  1. ยาเพิ่มปริมาณอุจจาระ (Bulk-forming laxative)

ยาระบายชนิดนี้จะออกฤทธิ์ทำให้อุจจาระรวมตัวกันคล้ายเจล ช่วยให้กักเก็บน้ำได้มากขึ้น ทำให้อุจจาระเคลื่อนตัวสะดวก ใช้เวลาประมาณ 12-72 ชั่วโมงในการออกฤทธิ์

  1. ยาเพิ่มปริมาณน้ำ (Hyperosmotic laxative)

ตัวยาจะช่วยดึงน้ำและของเหลวบริเวณเนื้อเยื่อโดยรอบเข้าสู่ลำไส้ ทำให้อุจจาระนิ่มขึ้น เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการท้องผูกเรื้อรัง จะใช้เวลาในการออกฤทธิ์ประมาณ 30 นาที ถึง 6 ชั่วโมง

  1. ยาทำให้อุจจาระนิ่ม (Emollient Laxative)

ยาระบายชนิดนี้จะทำให้น้ำและไขมันแทรกซึมเข้าไปในอุจจาระ ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น และทำให้อุจจาระอ่อนตัวลง จึงเคลื่อนผ่านลำไส้ได้ง่ายขึ้น สามารถใช้ได้เป็นประจำ เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการท้องผูกไม่มาก ใช้เวลาออกฤทธิ์ประมาณ 12-72 ชั่วโมง

  1. ยากระตุ้นการเคลื่อนตัวของลำไส้ (Stimulant laxative)

ยาจะไปกระตุ้นการทำงานของลำไส้ให้บีบตัว ทำให้ขับอุจจาระออกไปได้ง่ายขึ้น ยานี้ไม่ควรใช้บ่อยเกินไป ควรใช้เป็นครั้งคราวเท่านั้น เพราะอาจทำให้เกิดภาวะขาดน้ำ จนร่างกายเสียสมดุลได้

  1. ยาหล่อลื่นลำไส้ (Lubricant Laxative)

ยาจะออกฤทธิ์โดยการเข้าไปเคลือบตัวอุจจาระ ป้องกันการสูญเสียน้ำ ทำให้เคลื่อนตัวได้ง่ายขึ้น โดยมีน้ำมันแร่ (Mineral Oil) เป็นสารออกฤทธิ์ เหมาะกับผู้ที่ท้องผูกระยะสั้น หรือต้องการขับถ่ายโดยด่วน ใช้เวลาออกฤทธิ์ประมาณ 6-8 ชั่วโมง

  1. ยาระบายแบบเกลือ (Saline laxative)

ออกฤทธิ์ในการดึงน้ำเข้าสู่ลำไส้ ทำให้อุจจาระนิ่มและเคลื่อนตัวได้ดีขึ้น ไม่ควรใช้เป็นประจำ เพราะอาจทำให้เกิดภาวะขาดน้ำ และร่างกายเสียสมดุลได้

หากคุณยังไม่รู้ว่าจะเลือกรับประทานยาระบายประเภทไหนดี เพราะยังไม่แน่ใจอาการท้องผูกของตัวเอง แนะนำว่าให้ไปปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร ก็จะให้คำตอบได้ดีกว่าการมานั่งวิเคราะห์เองแน่นอน