ยาละลายลิ่มเลือด ใช้อย่างไรให้ปลอดภัย

ยาน่ารู้

โดยปกติเมื่อเรามีอายุมากขึ้น หลอดเลือดในร่างกายจะมีคราบไขมันมาเกาะที่ผนังหลอดเลือด ทำให้เลือดไปเลี้ยงอวัยวะที่สำคัญต่างๆ ลดลง เมื่อคราบไขมันมีขนาดใหญ่ขึ้น ก็อาจจะทำให้เกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันได้ ทำให้เลือดไม่สามารถไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ได้เพียงพอ เสี่ยงต่อการที่อวัยวะจะขาดเลือด และเสี่ยงต่อการเสียชีวิต ยิ่งโดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัวอยู่แล้ว ก็จะมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันมากขึ้น เช่น โรคไขมันในเลือดสูง เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ หรือแม้กระทั่งการสูบบุหรี่ก็จะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้เกิดคราบไขมันมาเกาะที่ผนังหลอดเลือดเร็วขึ้น

วงการแพทย์จึงได้คิดค้นยาละลายลิ่มเลือด ที่ใช้รักษาผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือด สมองขาดเลือด โรคลิ่มเลือดอุดกั้นในปอด และโรคอื่นๆ ตามดุลยพินิจของแพทย์ ซึ่งมีฤทธิ์ช่วยกระตุ้นให้ลิ่มเลือดที่อุดตันอยู่ละลายตัว ช่วยให้เลือดและออกซิเจนไหลเวียนได้ดีขึ้นกว่าเดิม และไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ได้ หยุดความเสียหายที่เกิดขึ้นกับเนื้อเยื่อหรืออวัยวะอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะหลอดเลือดอุดตัน

ยาละลายลิ่มเลือดเป็นยาที่ใช้ฉีดเข้าทางหลอดเลือดดำ เป็นยาที่ใช้ภายใต้คำสั่งของแพทย์เท่านั้น เพื่อรักษาผู้ป่วยในภาวะฉุกเฉินต่างๆ มีประสิทธิภาพสูงสุดเมื่อใช้ยาเป็นระยะเวลา 30 นาที โดยญาติจะต้องพาผู้ป่วยมาโรงพยาบาลภายใน 3 ชั่วโมงหลังเกิดอาการ เพื่อป้องกันภาวะพิการ สมองตาย และลดความเสี่ยงในการเสียชีวิต ตัวอย่างของยากลุ่มนี้ ได้แก่ ยาแอลทีเพลส, ยาอะนิสทรีเพลส, ยาสเตรปโตไคเนส, ยายูโรไคเนส เป็นต้น

คำเตือนในการใช้ยา

  1. หากมีประวัติแพ้ยา ต้องแจ้งให้แพทย์ทราบก่อน รวมทั้งประวัติการแพ้อาหารหรือสารต่างๆ ด้วย
  2. ผู้ป่วยที่ใช้ยาป้องกันการแข็งตัวของเลือด ไม่ควรใช้ยาละลายลิ่มเลือด เช่น วาร์ฟาริน วิตามินอี น้ำมันตับปลา อาหารเสริมและสมุนไพรต่างๆ ที่มีฤทธิ์ต้านการแข็งตัวของเลือด ต้องแจ้งให้แพทย์ทราบก่อน หากรับประทานอยู่
  3. ไม่ควรใช้ยานี้ในผู้ป่วยที่มีภาวะเสี่ยงเลือดออกสูง เช่น โรคฮีโมฟีเลีย โรคเลือดไหลไม่หยุด โรคเลือดออกในสมอง โรคไตขั้นรุนแรง โรคความดันโลหิตสูงขั้นรุนแรง หรือเพิ่งได้รับการผ่าตัดมา หรือกำลังเสียเลือดอย่างรุนแรง หรือมีเลือดออกในสมองเป็นต้น
  4. ต้องแจ้งให้แพทย์ทราบก่อน หากผู้ป่วยเป็นโรคหลอดเลือดในสมองโป่งพอง หรือมีเนื้องอกในสมอง หรือเพิ่งได้รับการผ่าตัดสมองหรือกระดูกสันหลังมา หรือเพิ่งได้รับการช่วยเหลือจากภาวะฉุกเฉินด้วยการทำซีพีอาร์
  5. แจ้งให้แพทย์ทราบหากผู้ป่วยกำลังตั้งครรภ์ เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์ได้

ผลข้างเคียง

  1. เจ็บหน้าอก หายใจไม่อิ่ม หัวใจเต้นช้าลง หัวใจเต้นผิดจังหวะ
  2. รู้สึกวิงเวียน คลื่นไส้ อาเจียน
  3. ปวดศีรษะ ปวดท้อง ปวดหลัง อย่างรุนแรง
  4. นิ้วมือหรือนิ้วเท้าเปลี่ยนเป็นสีม่วงหรือมีสีที่คล้ำขึ้น
  5. กล้ามเนื้อแขน ขาอ่อนแรง ไร้ความรู้สึก

หากมีอาการดังกล่าวเหล่านี้ หรือมีอาการผิดปกติอื่นๆ ควรแจ้งให้แพทย์ทราบทันที เพื่อแพทย์จะได้ทำการวินิจฉัยและรักษาต่อไป