ยาไมเกรน ทางเลือกใหม่ช่วยให้หายทรมานจากอาการปวดหัว

ยาน่ารู้

หลายคนคงเคยผ่านการปวดหัวมาก่อน แต่การปวดหัวเพราะโรคไมเกรนนั้นต่างกันลิบลับกันการปวดหัวแบบปกติ เพราะปวดมากและทรมานกว่าหลายเท่า ซึ่งอาการปวดนั้นมีหลายแบบ ทั้งปวดตุบๆ ปวดจี๊ดๆ หรือปวดเหมือนถูกบีบขมับ โดยสิ่งกระตุ้นที่ทำให้เกิดอาการปวดไมเกรน มักจะได้แก่ กลิ่น แสง สี เสียง และความเครียด เป็นต้น

หากใครที่กำลังเป็นหรือเข้าข่ายโรคนี้ก็อย่าเพิ่งกังวลไป เพราะในปัจจุบันมียาต้านไมเกรนออกมาให้ใช้ ซึ่งช่วยบรรเทาและระงับอาการปวดแก่ผู้ป่วยได้ ซึ่งจะต้องจ่ายยาโดยแพทย์เท่านั้น และผู้ป่วยต้องได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคไมเกรน เพราะหากซื้อมากินเอง อาจจะมีผลข้างเคียงที่กระทบต่อร่างกายได้

ยาไมเกรนประกอบไปด้วยตัวยา 2 ชนิดคือ เออร์โกทามีน (Ergotamine) และคาเฟอีน (Caffeine) เป็นยารักษาอาการปวดศีรษะเนื่องมาจากโรคไมเกรน ออกฤทธิ์โดยช่วยให้เส้นเลือดที่อยู่บริเวณรอบสมองหดตัวลง จึงช่วยบรรเทาอาการปวดศีรษะได้นั่นเอง

ปริมาณการใช้ยาไมเกรน

  • เด็กอายุ 6-12 ปี ให้รับประทานเมื่อมีอาการ ขนาด 1 มิลลิกรัม โดยอาจเพิ่มปริมาณครั้งละ 1 มิลลิกรัมในทุก 30 นาที จนอาการปวดศีรษะทุเลาลง แต่ไม่ควรรับประทานเกิน 3 มิลลิกรัมต่อวัน และไม่เกิน 5 มิลลิกรัมต่อสัปดาห์
  • ผู้ใหญ่ให้รับประทานเมื่อมีอาการ ขนาด 2 มิลลิกรัม โดยอาจเพิ่มปริมาณครั้งละ 1 มิลลิกรัมในทุก 30 นาที จนอาการปวดศีรษะทุเลาลง แต่ไม่ควรรับประทานเกิน 6 มิลลิกรัมต่อวัน และไม่เกิน 10 มิลลิกรัมต่อสัปดาห์

คำแนะนำในการใช้ยา

  1. ไม่ควรใช้รักษาอาการปวดศีรษะเนื่องจากสาเหตุอื่นที่ไม่ได้มาจากโรคไมเกรน ยกเว้นแพทย์สั่งเท่านั้น
  2. หากลืมรับประทานในขณะที่มีอาการปวดศีรษะอยู่ ให้รับประทานทันทีที่นึกขึ้นได้ โดยไม่ต้องเพิ่มขนาดยา
  3. หากรับประทานเกินปริมาณที่กำหนดไว้ อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงต่อร่างกายได้
  4. ไม่ควรใช้ยาในสตรีมีครรภ์ และให้นมบุตร
  5. ผู้ป่วยที่เป็นโรคตับ โรคไต โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง หรือมีอาการติดเชื้ออย่างรุนแรง ไม่ควรรับประทานยานี้
  6. ผู้ที่สูบบุหรี่ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยา เนื่องจากสารนิโคตินในบุหรี่อาจทำปฏิกิริยากับยาไมเกรนได้ และอาจส่งผลกระทบต่อร่างกายของผู้ป่วย
  7. หากรับประทานยาอื่นอยู่ก่อนแล้ว ให้แจ้งแพทย์ทราบก่อนทุกครั้ง เพราะยาแต่ละตัวอาจทำปฏิกิริยาต่อกัน ทำให้เกิดผลข้างเคียงต่อร่างกายได้
  8. ไม่ควรใช้ยานี้อย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน เพราะอาจทำให้เกิดการเสพติดได้

ผลข้างเคียงที่เกิดจากการใช้ยา

  1. คลื่นไส้ อาเจียน เวียนหัว
  2. ใจเต้นเร็ว ใจสั่น
  3. ความดันโลหิตสูง
  4. หน้ามืด
  5. มือคล้ำ
  6. ชาตามมือ เท้า และตามผิวหนัง
  7. เป็นตะคริว กล้ามเนื้ออ่อนแรง เกิดอาการชัก

หากพบสิ่งผิดปกติเหล่านี้ ให้นำยาและตัวผู้ป่วยไปพบแพทย์ทันที เพื่อทำการรักษาอาการจากผลข้างเคียงของยา และให้แพทย์พิจารณาปรับเปลี่ยนหรือลดยาดังกล่าว